“PMax เคยเป็นกล่องดำที่คุมไม่ได้ — ปี 2026 นี้ Google เพิ่งเปิดให้เรามองเข้าไปข้างในกล่องนั้นได้จริงเป็นครั้งแรก”
ถ้าคุณเคยยิง Performance Max แล้วรู้สึกว่า “งบมันวิ่งไปไหนก็ไม่รู้” คุณไม่ได้คิดไปเองครับ ตั้งแต่ Google เปิดตัว PMax มา ปัญหาที่ถูกบ่นมากที่สุดคือการที่เราไม่สามารถกำหนด Performance Max Negative Keywords ได้เลย แคมเปญจะเลือกคำค้นเอง เลือกช่องทางเอง แล้วก็ Optimize ไปตามที่ Machine Learning มันคิดว่าดี ซึ่งบางทีมันก็ดีจริง แต่บางทีมันก็ดึงงบไปแสดงในคำค้นที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจเราเลย
ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องความน่ารำคาญ แต่มันกระทบเงินในกระเป๋าจริง ๆ ลองนึกภาพว่าคุณขายคอร์สเรียนออนไลน์ระดับพรีเมียม แต่ PMax ดันไปแสดงโฆษณาในคำค้นแนว “เรียนฟรี” หรือ “หางานพาร์ทไทม์” — คลิกเข้ามาเยอะ Conversion อาจจะขึ้นด้วยซ้ำถ้า Event ตั้งไม่รัดกุมพอ แต่ Lead ที่ได้ไม่ใช่กลุ่มที่จะซื้อจริง สุดท้ายทีมขายก็เหนื่อยฟรี
ปี 2026 Google Ads เปิดฟีเจอร์ใหม่ที่หลายคนรอมานาน คือการให้ตั้ง Negative Keywords ได้ทั้งระดับ Campaign และระดับ Account ใน Performance Max พร้อมกับ Channel-level Reporting ที่โชว์ชัดเจนว่างบไปลงช่องทางไหนบ้าง Search, Display, YouTube, Discover, Gmail หรือ Maps สัดส่วนเท่าไหร่ ไม่ใช่แค่ตัวเลข Conversion รวมแบบเดิมที่มองไม่เห็นรายละเอียด
บทความนี้เราจะพาไปดูกันว่าฟีเจอร์นี้ทำงานยังไง ต่างจาก PMax แบบเดิมตรงไหน ควรตั้งค่ายังไงให้ได้ประโยชน์จริง และมีจุดพลาดอะไรที่ต้องระวังก่อนไปแตะปุ่มตั้งค่า เพราะการเข้าใจกลไกให้ถูกต้อง สำคัญพอ ๆ กับการมีสิทธิ์ตั้งค่าเลยครับ
ก่อนไปถึงรายละเอียดฟีเจอร์ ถ้าใครยังไม่คุ้นกับพื้นฐานการเลือกคำค้นใน Google Ads แนะนำให้อ่าน Keyword Match Types คืออะไร? Broad Phrase Exact ต่างกันยังไง ควบคู่ไปด้วย เพราะแนวคิดเรื่อง Match Type จะช่วยให้เข้าใจ Negative Keyword ใน PMax ได้ง่ายขึ้นมาก

- Performance Max Negative Keywords คืออะไร
- ทำไม Google ถึงปลดล็อกฟีเจอร์นี้ในปี 2026
- PMax แบบเดิม vs แบบที่คุมคำค้นได้
- Channel-level Reporting คืออะไร
- วิธีตั้งค่า Negative Keywords ระดับ Campaign และ Account
- Framework VIEW สำหรับคุม PMax
- Masterclass การใช้งานจริง
- Danger Zone: จุดพลาดที่พบบ่อย
- Checklist ก่อนเปิดใช้งาน
- คำถามที่พบบ่อย
- สรุป
Performance Max Negative Keywords คืออะไร
พูดแบบง่ายที่สุด Performance Max Negative Keywords คือความสามารถในการบอก Google Ads ว่า “อย่าแสดงโฆษณาของฉันเมื่อมีคนค้นด้วยคำเหล่านี้” ภายในแคมเปญ PMax ซึ่งเมื่อก่อนทำไม่ได้เลย ต้องขอผ่านทีม Google Support เป็นเคส ๆ ไป หรือใช้วิธีอ้อมอย่างการทำ Audience Exclusion ซึ่งไม่ตรงจุดเท่าการตัดคำค้นโดยตรง
ตอนนี้ระบบเปิดให้ตั้งได้ 2 ระดับ คือระดับ Campaign (เฉพาะแคมเปญนั้น) และระดับ Account (มีผลกับทุกแคมเปญ PMax ในบัญชี) ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับธุรกิจที่รู้อยู่แล้วว่าคำค้นบางกลุ่มไม่เกี่ยวกับสินค้าตัวเองเลย เช่น ธุรกิจขายคอร์สพรีเมียมที่ไม่อยากให้โฆษณาไปโผล่ในคำค้นแนว “ฟรี” หรือ “ราคาถูก”
ทำไม Google ถึงปลดล็อกฟีเจอร์นี้ในปี 2026
คำตอบตรง ๆ คือเสียงบ่นจากนักการตลาดสะสมมานานพอที่ Google ต้องขยับ PMax เป็นระบบที่พึ่งพา Machine Learning หนักมาก และ Google เชื่อว่ายิ่งให้ระบบตัดสินใจเองมาก ผลลัพธ์ยิ่งดี แต่ในความเป็นจริงนักการตลาดที่ทำงานกับข้อมูลเป็นประจำรู้ดีว่า Automation ที่ดีต้องมาพร้อมกับ “รั้วกั้น” ไม่ใช่ปล่อยให้วิ่งไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีขอบเขต
สิ่งที่เปลี่ยนคือ Google เริ่มยอมรับมากขึ้นว่า Automation กับ Control ไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน การให้ผู้ลงโฆษณาตัด Negative Keywords ไม่ได้ทำให้ Machine Learning แย่ลง แต่กลับช่วยให้ระบบโฟกัสไปยัง Search Intent ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ Google Ads Help เคยอธิบายไว้เรื่องการปรับปรุงคุณภาพ Signal ให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าจริง
PMax แบบเดิม vs แบบที่คุมคำค้นได้
PMax แบบเดิมทำงานเหมือนกล่องดำ เราใส่ Asset Group เข้าไป ตั้งงบ ตั้งเป้าหมาย แล้วปล่อยให้ระบบไปหาคนที่ “น่าจะ” สนใจเอง ปัญหาคือเราไม่รู้เลยว่าคำค้นไหนที่ทำให้เกิด Conversion และคำค้นไหนที่กินงบแต่ไม่ได้อะไรกลับมา ต่างจาก Search Campaign ที่เรามี Search Terms Report ให้ดูตรง ๆ
พอมี Negative Keywords ระดับ Campaign/Account เข้ามา สิ่งที่เปลี่ยนคือเราสามารถเอาข้อมูลจาก Search Insights มาวิเคราะห์แล้วตัดคำที่ไม่เกี่ยวได้ทันที ไม่ต้องรอให้ Machine Learning เรียนรู้เอง ซึ่งบางทีมันใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะ “ฉลาดพอ” และระหว่างนั้นงบก็รั่วไปเรื่อย ๆ
ถ้าใครยังสงสัยว่าทำไม Click สูงแต่ยอดขายไม่มา แนะนำอ่านเพิ่มที่ CTR vs Conversion Rate Google Ads: คลิกสูงแต่ขายไม่ออก เพราะปัญหานี้มักเกิดจากคำค้นที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายแบบเดียวกับที่เราคุยกันในบทความนี้
Channel-level Reporting คืออะไร
อีกฟีเจอร์ที่มาพร้อมกันคือ Channel-level Reporting ซึ่งจะโชว์ให้เห็นว่างบของ PMax ไปลงที่ Search, Display, YouTube, Discover, Gmail หรือ Maps ในสัดส่วนเท่าไหร่ ก่อนหน้านี้เราเห็นแค่ตัวเลขรวม ทำให้ตีความยากว่าช่องทางไหนที่ทำงานได้ดีจริง ช่องทางไหนที่แค่ “มีตัวตน” แต่ไม่ได้สร้าง Conversion
ข้อควรระวังคือ ตัวเลข Conversion ต่อช่องทางที่โชว์มา ยังต้องตรวจ Attribution Setting ก่อนเชื่อทันที เพราะบางครั้งช่องทางที่ดูเหมือนไม่ทำงาน อาจกำลังทำหน้าที่ Assist อยู่ในช่วงต้นของ Customer Journey ไม่ใช่ตัวปิดการขายโดยตรง
วิธีตั้งค่า Negative Keywords ระดับ Campaign และ Account
ขั้นตอนหลัก ๆ คือเข้าไปที่การตั้งค่าแคมเปญ PMax แล้วเลือกเมนู Negative Keywords ซึ่งตอนนี้แยกให้เลือกได้ว่าจะใส่เฉพาะแคมเปญนี้ หรือใส่ระดับ Account List ที่ใช้ร่วมกันได้กับหลายแคมเปญ ซึ่งเหมาะกับธุรกิจที่มีแคมเปญ PMax หลายตัวและอยากตัดคำเดิมซ้ำ ๆ ในทุกแคมเปญ
สิ่งที่ควรทำก่อนตั้งค่าจริง คือดึงข้อมูล Search Insights และ Search Terms ที่พอมีอยู่มาวิเคราะห์ก่อน อย่าตัดคำจากความรู้สึกอย่างเดียว เพราะบางคำที่ดูไม่เกี่ยวอาจกำลังนำ Conversion เข้ามาแบบที่เราคาดไม่ถึง หากต้องการเรียนรู้การอ่าน Metric และวางโครงสร้างแคมเปญ Google Ads แบบเป็นระบบ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ คอร์ส Google Ads Beginner to Expert
Framework VIEW สำหรับคุม Performance Max
เพื่อไม่ให้การตั้งค่า Negative Keywords กลายเป็นการเดาสุ่ม เราสรุปเป็น Framework ง่าย ๆ ชื่อ VIEW ที่ใช้ได้จริงกับทุกแคมเปญ PMax
- V – Verify: ตรวจสอบก่อนว่าเปิดใช้ Channel-level Reporting และ Negative Keywords ในบัญชีแล้วหรือยัง เพราะฟีเจอร์นี้ทยอยเปิดใช้งาน ไม่ใช่ทุกบัญชีจะเห็นพร้อมกัน
- I – Identify: ดึงข้อมูล Search Insights มาหาคำค้นที่ไม่เกี่ยวกับสินค้าจริง โฟกัสที่คำค้นซึ่งมี Click สูงแต่ Conversion ต่ำ
- E – Exclude: เพิ่ม Negative Keywords ทีละกลุ่ม เริ่มจากคำที่มั่นใจว่าไม่เกี่ยวก่อน อย่าตัดทีเดียวจำนวนมากในรอบแรก
- W – Watch: ติดตามผลอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์หลังตัดคำ ดูว่า Conversion Tracking เปลี่ยนแปลงยังไง ก่อนตัดสินใจตัดเพิ่มหรือถอนคำออก
ถ้าธุรกิจต้องการให้ทีมช่วยวางโครงสร้างแคมเปญและตั้งค่า Negative Keywords ให้เหมาะกับ Funnel จริง สามารถดูรายละเอียดได้ที่ คอร์ส Google Ads Beginner to Expert
Masterclass: การใช้งานจริงในสถานการณ์ต่างกัน
1. ธุรกิจคอร์สเรียนพรีเมียม
แนวคิด: ธุรกิจที่ขายของราคาสูงมักโดนคำค้นแนว “ฟรี” หรือ “ราคาถูก” ดึงงบไปโดยไม่รู้ตัว
วิธีการนำไปปรับใช้: ตั้ง Negative Keywords ระดับ Account เพื่อตัดคำกลุ่มนี้ออกจากทุกแคมเปญ PMax พร้อมกัน
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้าโปรโมต คอร์ส Google Ads Beginner to Expert ควรตัดคำแนว “เรียนฟรี” หรือ “สอนฟรี” ออกตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้ Lead ที่ไม่ตรงกลุ่มเข้ามาปนกับ Lead จริง
2. ธุรกิจอีคอมเมิร์ซหลายหมวดสินค้า
แนวคิด: ร้านที่ขายหลายหมวดมักมี PMax หลายแคมเปญ การตัดคำซ้ำ ๆ ทีละแคมเปญเสียเวลามาก
วิธีการนำไปปรับใช้: ใช้ Negative Keyword List ระดับ Account ที่ใช้ร่วมกันได้ทุกแคมเปญ แล้วค่อยเพิ่มคำเฉพาะระดับ Campaign เมื่อจำเป็น
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ร้านขายเสื้อผ้าที่ไม่อยากให้โฆษณาโผล่ในคำค้นแนว “เสื้อผ้ามือสอง” สามารถตัดคำนี้ไว้ระดับ Account เลย ไม่ต้องตั้งซ้ำทุกแคมเปญ
3. ธุรกิจ B2B ที่ Lead ต้องมีคุณภาพสูง
แนวคิด: B2B ไม่ต้องการ Volume แต่ต้องการ Lead Quality ที่คุยงานต่อได้จริง
วิธีการนำไปปรับใช้: ใช้ Channel-level Reporting ดูว่าช่องทางไหนสร้าง Lead ที่ปิดงานได้จริง แล้วตัด Negative Keywords ที่มาจากคำค้นเชิง B2C
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: บริษัทซอฟต์แวร์ที่ขายให้องค์กร ควรตัดคำแนว “ราคานักเรียน” หรือ “ใช้ส่วนตัว” ออก เพื่อไม่ให้ทีมขายต้องคุยกับ Lead ที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย
Danger Zone: จุดพลาดที่พบบ่อยเมื่อใช้ Negative Keywords ใน PMax
ข้อผิดพลาดที่ 1: ตัดคำจากความรู้สึกโดยไม่ดูข้อมูล
หลายคนเดาเองว่าคำไหนไม่เกี่ยวโดยไม่เปิด Search Insights ดูก่อน ผลเสียคือ อาจตัดคำที่จริง ๆ กำลังสร้าง Conversion ให้อยู่ ควรตรวจข้อมูลจริงก่อนตัดทุกครั้ง
ข้อผิดพลาดที่ 2: ตัดคำจำนวนมากในครั้งเดียว
การตัดคำเยอะเกินไปในรอบเดียวทำให้ Machine Learning ต้องเรียนรู้ใหม่แบบสะเทือน ผลเสียคือ Performance อาจดิ่งชั่วคราวจนวัดผลยาก แนะนำให้ทยอยตัดทีละกลุ่ม
ข้อผิดพลาดที่ 3: ใช้ Negative Keyword ระดับ Account ทั้งที่ควรใช้ระดับ Campaign
บางคำอาจเกี่ยวกับแคมเปญหนึ่งแต่ไม่เกี่ยวกับอีกแคมเปญ การตัดระดับ Account อาจตัดโอกาสของแคมเปญอื่นไปด้วย ควรแยกให้ชัดว่าคำไหนควรอยู่ระดับไหน
ข้อผิดพลาดที่ 4: เชื่อ Channel-level Reporting โดยไม่ตรวจ Attribution
ตัวเลขต่อช่องทางอาจดูเหมือนช่องทางหนึ่งไม่ทำงาน แต่จริง ๆ อาจกำลัง Assist อยู่ในช่วงต้น Journey ผลเสียคือ อาจตัดงบช่องทางที่มีบทบาทสำคัญออกไปโดยไม่รู้ตัว
ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่ติดตามผลหลังตัดคำ
บางคนตั้งค่าแล้วปล่อยผ่านไปเลย ไม่กลับมาดูว่า Conversion เปลี่ยนยังไง ผลเสียคือ ไม่รู้ว่าการตัดคำนั้นช่วยจริงหรือเปล่า ควรกลับมาตรวจอย่างน้อยทุก 1-2 สัปดาห์
Checklist ก่อนเปิดใช้งาน Performance Max Negative Keywords
- ตรวจว่าบัญชีเปิดใช้ Negative Keywords ใน PMax แล้วหรือยัง
- ตรวจว่า Channel-level Reporting แสดงข้อมูลครบทุกช่องทางหรือไม่
- ดึงข้อมูล Search Insights มาวิเคราะห์ก่อนตัดคำ
- แยกให้ชัดว่าคำไหนควรตัดระดับ Campaign คำไหนควรตัดระดับ Account
- ทยอยตัดคำทีละกลุ่ม ไม่ตัดจำนวนมากในครั้งเดียว
- ตรวจ Conversion Tracking ว่า Event ตั้งถูกต้องก่อนตีความ Report
- ตรวจ Attribution Setting ก่อนสรุปว่าช่องทางไหนไม่ทำงาน
- ติดตามผลอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์หลังตัดคำทุกครั้ง
- เทียบ ROAS ก่อนและหลังตัดคำเพื่อดูผลกระทบจริง
- ตรวจว่า Negative Keyword List ไม่ไปทับกับ Search Campaign อื่นโดยไม่ตั้งใจ
- บันทึกคำที่ตัดไปแล้วเป็นประวัติ เพื่อย้อนดูได้ถ้า Performance ผิดปกติ
- ทบทวน Negative Keyword List ทุกเดือนเพราะพฤติกรรมค้นหาเปลี่ยนตลอดเวลา
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Performance Max Negative Keywords
Performance Max Negative Keywords ใช้ได้กับทุกบัญชีหรือยัง
ฟีเจอร์นี้ทยอยเปิดใช้งานตามรอบของ Google ไม่ใช่ทุกบัญชีจะเห็นพร้อมกัน ควรเช็กในหน้าตั้งค่าแคมเปญ PMax ของบัญชีตัวเองก่อนว่ามีเมนู Negative Keywords ปรากฏหรือยัง
ตั้ง Negative Keywords ระดับ Account ดีกว่าระดับ Campaign เสมอไปไหม
ไม่เสมอไป ถ้าคำนั้นเกี่ยวข้องกับบางแคมเปญแต่ไม่เกี่ยวกับแคมเปญอื่น ควรตัดเฉพาะระดับ Campaign เพื่อไม่ให้กระทบแคมเปญที่ไม่เกี่ยวข้อง
Channel-level Reporting ทำให้ Performance ของ PMax แย่ลงไหม
ไม่ได้ทำให้แย่ลง เป็นแค่การมองเห็นข้อมูลที่มีอยู่แล้วให้ชัดขึ้น การมี Insight มากขึ้นช่วยให้ตัดสินใจปรับแคมเปญได้แม่นยำกว่าเดิม
ควรตัด Negative Keywords บ่อยแค่ไหน
ไม่มีสูตรตายตัว แต่แนะนำให้ทบทวน Search Insights และ Negative Keyword List อย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยเฉพาะถ้าธุรกิจมีสินค้าหรือแคมเปญใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ
ถ้าตัดคำแล้ว Conversion ลดลง ควรทำยังไง
ให้กลับไปตรวจว่าคำที่ตัดไปเกี่ยวข้องกับ Conversion จริงหรือไม่ ผ่าน Conversion Tracking ที่ถูกต้อง ถ้าพบว่าตัดผิดกลุ่ม สามารถถอนคำนั้นออกจาก Negative List ได้ทันที
สรุป
Performance Max Negative Keywords ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เล็ก ๆ ที่ Google เพิ่มมาให้ดูดี แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของ PMax จากกล่องดำที่ควบคุมไม่ได้ ให้กลายเป็นเครื่องมือที่ผสมผสาน Automation กับ Control เข้าด้วยกัน สิ่งที่คนทำงานจริงต้องเข้าใจคือ การมีสิทธิ์ตัดคำไม่ได้แปลว่าต้องรีบตัดทันที ต้องดูข้อมูลก่อนเสมอ
จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่า Channel-level Reporting เป็นตัวชี้ขาดว่าช่องทางไหนดีหรือแย่ ทั้งที่ในความเป็นจริงต้องตรวจ Attribution ก่อนทุกครั้ง เพราะบางช่องทางทำหน้าที่ Assist อยู่ในช่วงต้นของ Customer Journey ไม่ได้ปิดการขายโดยตรง
สิ่งที่ต้องทำต่อคือเริ่มจากการเปิดดูว่าบัญชีของคุณมีฟีเจอร์นี้แล้วหรือยัง แล้วค่อยดึง Search Insights มาวิเคราะห์ก่อนตัดคำจริง ถ้าต้องการวางระบบวัดผลและปรับโครงสร้างแคมเปญ Google Ads ให้ตรงกับ Funnel ของธุรกิจ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ โฆษณาด้านการศึกษาออนไลน์ 2026: ยิงแอดคอร์สเรียนให้ปิดยอด
อย่าถามแค่ว่าตัดคำแล้ว Conversion ขึ้นหรือลง ต้องถามต่อว่า Conversion ที่เปลี่ยนไปนั้นมาจากกลุ่มลูกค้าที่ตรงกับธุรกิจจริงหรือไม่ นั่นคือสิ่งที่ตัดสินว่าฟีเจอร์นี้ช่วยธุรกิจได้จริงหรือแค่ทำให้ Report ดูสวยขึ้น
อ่านบทความก่อนหน้า: AI-Fluence Decision Making: AI เลือกแบรนด์แทนคุณ 2026
อย่าปล่อยให้ PMax ใช้งบไปกับคำค้นที่ไม่ตรงกลุ่มลูกค้าอีกต่อไป
ให้ทีม DigitalD2M ช่วยวางโครงสร้างแคมเปญ ตั้งค่า Negative Keywords และอ่าน Report ให้ตรงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง
DigitalD2M — วางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ โฆษณา และระบบ AI Marketing ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้
อ่านบทความล่าสุด: Performance Max Negative Keywords 2026: คุมคำค้นได้จริง

