อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการยิงแอด
รวมบทความสอนยิงแอด เรียนยิงแอด เรียนยิง Ads และสอนยิง Ads แบบเข้าใจง่าย สำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากยิงแอดให้คุ้มงบ

“ผู้ติดตามเยอะไม่ได้แปลว่าธุรกิจโตทันที แต่ถ้าได้ผู้ติดตามตรงกลุ่ม ก็ช่วยลดต้นทุนการสื่อสารระยะยาวได้”
Cost per Follow คือ Metric ที่ใช้วัดว่าธุรกิจต้องใช้เงินโฆษณาเท่าไหร่ เพื่อให้ได้ผู้ติดตามใหม่หนึ่งคนจาก Facebook Ads, Instagram Ads หรือ Meta Ads
หลายธุรกิจยิงแอดโดยคิดถึงยอดขายทันทีเท่านั้น เช่น Purchase, Lead, Message หรือ Add to Cart แต่ในบางกรณี การสร้างฐานผู้ติดตามก็ยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อใจ เช่น เพจความรู้ แบรนด์ใหม่ คอร์สเรียน ที่ปรึกษา สินค้าราคาสูง หรือสินค้าที่ลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจซื้อทันที
ถ้าธุรกิจมีฐานผู้ติดตามที่ตรงกลุ่ม การสื่อสารในระยะยาวจะง่ายขึ้น เพราะแบรนด์สามารถใช้คอนเทนต์สร้างความสัมพันธ์ ให้ความรู้ ปั้นความเชื่อมั่น และทำให้ลูกค้าเห็นแบรนด์ซ้ำก่อนตัดสินใจซื้อ
แต่การเพิ่มผู้ติดตามก็ต้องวัดผลให้เป็น ไม่ใช่ดูแค่ว่าได้ผู้ติดตามเพิ่มกี่คน เพราะผู้ติดตามที่ได้จากโฆษณาอาจมีคุณภาพต่างกัน บางคนติดตามเพราะสนใจจริง บางคนติดตามเพราะแคมเปญแจกของ บางคนติดตามแต่ไม่เคยมีส่วนร่วม และบางคนอาจไม่ใช่กลุ่มลูกค้าที่ธุรกิจต้องการ
บทความนี้จะพาเข้าใจว่า Cost per Follow คืออะไร Cost per Page Like ต่างจาก Cost per Follow อย่างไร Page Likes และ Follows ใช้วัดอะไร พร้อมสูตร Cost per Follow และวิธีวิเคราะห์ว่าแคมเปญเพิ่มผู้ติดตาม Facebook หรือ Instagram คุ้มจริงไหม
ถ้าคุณต้องการเรียนการตลาดออนไลน์ตั้งแต่การยิง Facebook Ads, Instagram Ads, การวาง Funnel, การสร้างฐานผู้ติดตาม, Retargeting และการวิเคราะห์ตัวเลขจริง สามารถดูรายละเอียดได้ที่ คอร์สเรียนการตลาดออนไลน์ของ DigitalD2M

Cost per Follow คือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ธุรกิจต้องจ่ายเพื่อให้ได้ผู้ติดตามใหม่หนึ่งคนจากโฆษณา
Metric นี้ใช้ดูว่าการยิงแอดเพื่อเพิ่มผู้ติดตามบน Facebook หรือ Instagram มีต้นทุนเท่าไหร่ต่อผู้ติดตามหนึ่งราย
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจใช้งบโฆษณา 5,000 บาท และได้ผู้ติดตามใหม่ 1,000 คน Cost per Follow จะเท่ากับ 5 บาทต่อผู้ติดตามหนึ่งคน
Cost per Follow ช่วยตอบคำถามสำคัญว่า “ถ้าเราต้องการสร้างฐานผู้ติดตาม เราต้องจ่ายเท่าไหร่เพื่อให้ได้คนใหม่หนึ่งคนเข้ามาอยู่ในฐานของแบรนด์”
อย่างไรก็ตาม Cost per Follow ไม่ควรถูกดูเดี่ยว ๆ เพราะผู้ติดตามที่ได้มาต้องดูคุณภาพด้วย เช่น ตรงกลุ่มไหม มี Engagement ไหม ดูคอนเทนต์ต่อไหม ทักแชทไหม เข้าเว็บไซต์ไหม หรือกลายเป็น Lead และลูกค้าในอนาคตได้หรือไม่
แม้การยิงแอดเพื่อยอดขายทันทีจะสำคัญ แต่บางธุรกิจไม่สามารถปิดการขายตั้งแต่ครั้งแรกที่ลูกค้าเห็นโฆษณาได้
ธุรกิจบางประเภทต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อใจ ให้ความรู้ ทำให้ลูกค้าเห็นตัวตนของแบรนด์ หรือทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าธุรกิจมีความน่าเชื่อถือก่อนตัดสินใจซื้อ
ตัวอย่างธุรกิจที่ฐานผู้ติดตามมีความสำคัญ เช่น:
สำหรับธุรกิจเหล่านี้ ผู้ติดตามไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าเพจ แต่เป็นฐานคนที่แบรนด์สามารถสื่อสารซ้ำ สร้างความคุ้นเคย และอุ่นความสัมพันธ์ก่อนนำไปสู่การขายในอนาคต
ดังนั้นการวัด Cost per Follow จึงช่วยให้ธุรกิจรู้ว่าการสร้างฐานคนดูของตัวเองมีต้นทุนเท่าไหร่ และควรลงทุนต่อหรือไม่
Page Likes และ Follows เป็น Metric ที่เกี่ยวข้องกับการติดตามเพจหรือบัญชีของแบรนด์ แต่มีมุมการใช้งานต่างกันเล็กน้อย
| Metric | หมายถึงอะไร | ใช้วิเคราะห์อะไร |
|---|---|---|
| Page Likes | จำนวนคนที่กดถูกใจเพจ | ใช้ดูฐานคนที่แสดงความชอบหรือสนับสนุนเพจ |
| Follows | จำนวนคนที่ติดตามเพจหรือบัญชีเพื่อรับคอนเทนต์ | ใช้ดูฐานคนที่อยากเห็นคอนเทนต์ต่อในอนาคต |
| Cost per Page Like | ต้นทุนเฉลี่ยต่อ Page Like | ใช้ดูความคุ้มค่าของแคมเปญเพิ่ม Like เพจ |
| Cost per Follow | ต้นทุนเฉลี่ยต่อผู้ติดตามใหม่ | ใช้ดูความคุ้มค่าของแคมเปญเพิ่มผู้ติดตาม |
ในเชิงกลยุทธ์ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่คนกด Like หรือ Follow มากแค่ไหน แต่ต้องดูต่อว่าคนเหล่านั้นตรงกับกลุ่มลูกค้าที่ธุรกิจต้องการหรือไม่ และมีพฤติกรรมต่อแบรนด์อย่างไรหลังจากติดตามแล้ว
Cost per Page Like คือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ธุรกิจใช้เพื่อให้เกิด Page Like หนึ่งครั้งจากโฆษณา
Metric นี้เหมาะกับการวัดแคมเปญที่มีเป้าหมายเพิ่มฐานคนถูกใจเพจ หรือเพิ่มความน่าเชื่อถือเบื้องต้นให้กับเพจใหม่
สูตร: Cost per Page Like = Amount Spent / Page Likes
ตัวอย่างเช่น:
ตัวอย่าง: 3,000 / 600 = 5 บาทต่อ Page Like
แปลว่าแคมเปญนี้ใช้เงินเฉลี่ย 5 บาทเพื่อให้ได้คนกด Like เพจหนึ่งคน
แต่ตัวเลขนี้ยังไม่บอกคุณภาพทั้งหมด ต้องดูต่อว่า Page Like ที่ได้เป็นคนตรงกลุ่มไหม มี Engagement ต่อไหม หรือกลายเป็นคนที่สนใจสินค้าและบริการในอนาคตหรือไม่
สูตร Cost per Follow คือการนำ Amount Spent หรือเงินโฆษณาที่ใช้ไป หารด้วยจำนวน New Follows หรือผู้ติดตามใหม่ที่ได้จากแคมเปญ
สูตร: Cost per Follow = Amount Spent / New Follows
ตัวอย่างเช่น:
ตัวอย่าง: 10,000 / 2,000 = 5 บาทต่อ Follow
แปลว่าแคมเปญนี้ใช้เงินเฉลี่ย 5 บาทเพื่อให้ได้ผู้ติดตามใหม่หนึ่งคน
ถ้าต้องการวิเคราะห์ให้ลึกขึ้น ควรดูต่อว่าผู้ติดตามใหม่เหล่านี้มีคุณภาพแค่ไหน เช่น มี Engagement ต่อโพสต์ไหม ดู Story ไหม ทักแชทไหม เข้าเว็บไซต์ไหม หรือกลายเป็น Lead และลูกค้าจริงหรือไม่
Follow Rate คืออัตราที่คนเห็นโฆษณาแล้วกลายเป็นผู้ติดตามใหม่
Metric นี้ช่วยบอกว่าโฆษณาและหน้าเพจหรือโปรไฟล์มีแรงดึงดูดมากพอให้คนกดติดตามหรือไม่
สูตร: Follow Rate = New Follows / Impressions × 100 เป็นเปอร์เซ็นต์
ตัวอย่างเช่น:
ตัวอย่าง: 1,000 / 100,000 × 100 = 1 เปอร์เซ็นต์
แปลว่าจากการแสดงผล 100,000 ครั้ง มี 1 เปอร์เซ็นต์ที่กลายเป็นผู้ติดตามใหม่
ถ้า Follow Rate ต่ำ อาจต้องตรวจว่า Creative ทำให้คนอยากรู้จักแบรนด์ต่อหรือไม่ หน้าโปรไฟล์น่าติดตามไหม Bio ชัดไหม Feed ดูน่าเชื่อถือหรือไม่ และมีคอนเทนต์ที่คนรู้สึกว่าอยากกลับมาดูอีกหรือเปล่า
ผู้ติดตามคุณภาพไม่ใช่แค่คนที่กด Follow แล้วหายไป แต่ควรเป็นคนที่มีโอกาสสนใจแบรนด์จริง มีโอกาสมีส่วนร่วม และอาจกลายเป็นลูกค้าหรือผู้สนับสนุนแบรนด์ในอนาคต
สัญญาณของผู้ติดตามคุณภาพ เช่น:
ดังนั้น Cost per Follow ที่ต่ำมากแต่ได้ผู้ติดตามที่ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ อาจไม่คุ้มเท่ากับ Cost per Follow ที่สูงกว่าเล็กน้อย แต่ได้ผู้ติดตามที่ตรงกลุ่มและมีโอกาสสร้างยอดขายในอนาคต
แคมเปญเพิ่มผู้ติดตามไม่ได้เหมาะกับทุกธุรกิจ แต่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายในระยะยาว
ธุรกิจที่ควรพิจารณา Cost per Follow เช่น:
แต่ถ้าธุรกิจมีงบจำกัดมากและต้องการยอดขายทันที อาจต้องระวังการเทงบทั้งหมดไปที่แคมเปญเพิ่มผู้ติดตาม เพราะผู้ติดตามไม่ได้แปลว่ายอดขายจะเกิดทันที
แนวทางที่ดีคือใช้แคมเปญเพิ่มผู้ติดตามเป็นส่วนหนึ่งของ Funnel ไม่ใช่ใช้แทนแคมเปญขายทั้งหมด
Cost per Follow ไม่ควรถูกดูเดี่ยว ๆ เพราะการเพิ่มผู้ติดตามเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า
| Metric | ใช้ดูอะไร | อ่านร่วมกันอย่างไร |
|---|---|---|
| Page Likes | จำนวนคนกดถูกใจเพจ | ใช้ดูฐานคนที่แสดงความชอบต่อเพจ |
| Follows | จำนวนผู้ติดตามใหม่ | ใช้ดูการเติบโตของฐานคนที่อยากเห็นคอนเทนต์ต่อ |
| Cost per Page Like | ต้นทุนต่อ Like เพจ | ใช้ดูความคุ้มค่าของแคมเปญเพิ่ม Like |
| Cost per Follow | ต้นทุนต่อผู้ติดตามใหม่ | ต้องดูร่วมกับคุณภาพผู้ติดตามหลังจากนั้น |
| Engagement Rate | ผู้ติดตามมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ไหม | ถ้าผู้ติดตามเพิ่มแต่ Engagement ไม่เพิ่ม อาจได้คนไม่ตรงกลุ่ม |
| Profile Visits | คนเข้าไปดูโปรไฟล์หรือเพจ | ใช้ดูว่าแอดทำให้คนอยากรู้จักแบรนด์ต่อไหม |
| Lead / Message / Purchase | ผลลัพธ์ทางธุรกิจถัดไป | ใช้ดูว่าผู้ติดตามใหม่มีโอกาสสร้างยอดจริงไหม |
การวิเคราะห์ที่ดีควรดูตั้งแต่ต้นทุนการได้ผู้ติดตาม ไปจนถึงพฤติกรรมหลังติดตาม เช่น Engagement, Profile Visit, Message, Lead และ Purchase
ลองดูตัวอย่างแคมเปญเพิ่มผู้ติดตาม 3 ชุดที่มี Cost per Follow ต่างกัน
| แคมเปญ | Amount Spent | New Follows | Cost per Follow | มุมวิเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|
| Campaign A | 5,000 บาท | 2,500 | 2 บาท | ต้นทุนถูกมาก แต่ต้องดูว่าผู้ติดตามตรงกลุ่มและมี Engagement ไหม |
| Campaign B | 5,000 บาท | 1,000 | 5 บาท | ต้นทุนกลาง ๆ ถ้าคนตรงกลุ่มและมีส่วนร่วม อาจคุ้มกว่าแบบถูกมาก |
| Campaign C | 5,000 บาท | 500 | 10 บาท | ต้นทุนสูงกว่า แต่ถ้าเป็นกลุ่มคุณภาพสูงและปิดการขายได้ อาจยังคุ้ม |
จากตัวอย่าง Campaign A ได้ผู้ติดตามถูกที่สุด แต่ไม่ได้แปลว่าดีที่สุดเสมอไป ถ้าผู้ติดตามที่ได้ไม่ตรงกลุ่ม ไม่ดูคอนเทนต์ต่อ หรือไม่เคยมี Engagement กับแบรนด์
Campaign C แม้ Cost per Follow สูงกว่า แต่ถ้าได้ผู้ติดตามที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ผู้สนใจจริง หรือคนที่มีโอกาสซื้อในอนาคต อาจคุ้มกว่าในเชิงธุรกิจ
ผู้ติดตามราคาถูกอาจดูดีในรายงานโฆษณา แต่ถ้าคุณภาพต่ำ อาจไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจเติบโตจริง
ปัญหาที่อาจเกิดจากการเน้นผู้ติดตามราคาถูกอย่างเดียว เช่น:
ดังนั้นเวลาวิเคราะห์ Cost per Follow ต้องดูต่อว่า “ผู้ติดตามที่ได้ มีมูลค่าต่อธุรกิจไหม” ไม่ใช่ดูแค่ว่า Follow ละกี่บาท
ถ้าผู้ติดตามใหม่มี Engagement ดี ทักแชทจริง เข้าเว็บไซต์จริง หรือกลายเป็น Lead ในอนาคต Cost per Follow ที่สูงขึ้นอาจยังคุ้มกว่าแคมเปญที่ได้คนจำนวนมากแต่ไม่มีคุณภาพ
การทำให้ Cost per Follow คุ้ม ไม่ใช่แค่ทำให้ราคาถูกที่สุด แต่ต้องทำให้ได้ผู้ติดตามที่ตรงกลุ่มและมีโอกาสสร้างมูลค่าในอนาคต
1. ทำ Creative ให้บอกเหตุผลว่าทำไมต้องติดตาม
อย่าบอกแค่ “กดติดตามเลย” แต่ต้องบอกให้ชัดว่าคนจะได้อะไรจากการติดตาม เช่น ความรู้ เทคนิค รีวิว โปรโมชัน เคสจริง หรือเนื้อหาที่ช่วยแก้ปัญหาเขา
2. เลือกกลุ่มเป้าหมายให้ตรงกับธุรกิจ
ถ้าต้องการผู้ติดตามคุณภาพ อย่าไล่แต่ต้นทุนถูกที่สุด ต้องเลือกกลุ่มที่มีโอกาสเป็นลูกค้าจริงหรือคนที่สนใจเนื้อหาของแบรนด์จริง
3. ทำหน้าเพจหรือโปรไฟล์ให้น่าติดตาม
ถ้าคนคลิกเข้ามาดูแล้ว Bio ไม่ชัด Feed ไม่น่าเชื่อถือ Highlight ไม่มี หรือคอนเทนต์ไม่ต่อเนื่อง คนอาจไม่กด Follow แม้โฆษณาจะดึงความสนใจได้ดี
4. ใช้คอนเทนต์ที่มีคุณค่า ไม่ใช่แค่โปรโมชัน
เพจที่มีแต่ขายของอาจทำให้คนไม่อยากติดตาม ควรมีคอนเทนต์ให้ความรู้ รีวิว เคสจริง เบื้องหลัง หรือ Pain Point ที่กลุ่มเป้าหมายรู้สึกเกี่ยวข้อง
5. วัดผลหลังการติดตาม
หลังจากได้ผู้ติดตามใหม่ ควรดูต่อว่าคนเหล่านี้มี Engagement ไหม เห็นคอนเทนต์ต่อไหม ทักแชทไหม หรือเข้า Funnel ถัดไปหรือไม่
6. ทำ Retargeting จากผู้ติดตามใหม่
ผู้ติดตามใหม่ไม่ควรถูกปล่อยไว้เฉย ๆ ควรมีแผนคอนเทนต์หรือแคมเปญ Retargeting เพื่อพาเขาจากผู้ติดตามไปเป็น Lead หรือ ลูกค้าจริง
ถ้าธุรกิจต้องการให้ทีมช่วยวิเคราะห์ Facebook Ads, Instagram Ads, Follower Growth, Retargeting, Content Funnel และยอดขายจริง สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการการตลาดออนไลน์ DigitalD2M
ก่อนตัดสินว่าแคมเปญเพิ่มผู้ติดตามคุ้มหรือไม่ ลองใช้ Framework FOLLOW เพื่อดูให้ครบทั้งต้นทุน คุณภาพ และโอกาสทางธุรกิจ
ตัวอย่างการใช้ Framework FOLLOW:
ถ้าต้องการเรียนการตลาดออนไลน์แบบเข้าใจทั้ง Facebook Ads, Instagram Ads, Content Funnel, Retargeting และการวิเคราะห์ตัวเลขจริง สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ คอร์สเรียนการตลาดออนไลน์ของ DigitalD2M
แนวคิด: การเพิ่มผู้ติดตามไม่ได้ทำให้ยอดขายเพิ่มทันทีเสมอไป แต่ช่วยสร้างฐานคนที่แบรนด์สามารถสื่อสารซ้ำได้ในระยะยาว
วิธีนำไปใช้: วางแผนคอนเทนต์ต่อหลังจากได้ผู้ติดตาม เช่น ความรู้ รีวิว เคสจริง และ Retargeting เพื่อพาคนเข้าสู่ Funnel ถัดไป
ตัวอย่าง: เพจคอร์สเรียนอาจใช้แคมเปญเพิ่มผู้ติดตามเพื่อสร้างฐานคนสนใจการตลาด แล้วค่อยใช้คอนเทนต์และแอด Retargeting พาไปดูรายละเอียดคอร์ส
แนวคิด: ถ้าได้ผู้ติดตามราคาถูกแต่ไม่ตรงกลุ่ม ไม่ดูคอนเทนต์ต่อ และไม่เคยมีส่วนร่วมกับแบรนด์ แคมเปญนั้นอาจไม่คุ้มในระยะยาว
วิธีนำไปใช้: ดู Cost per Follow คู่กับ Engagement Rate, Profile Visit, Message, Lead และยอดขายในระยะถัดไป
ตัวอย่าง: แคมเปญ A ได้ Follow ละ 2 บาท แต่ไม่มี Engagement ส่วนแคมเปญ B ได้ Follow ละ 6 บาท แต่คนทักถามสินค้าและ Save คอนเทนต์มากกว่า แคมเปญ B อาจคุ้มกว่า
แนวคิด: คนเห็นแอดแล้วอาจสนใจ แต่ก่อนกดติดตาม เขามักดูหน้าเพจหรือโปรไฟล์ก่อน ถ้าหน้าโปรไฟล์ไม่น่าเชื่อถือ แคมเปญอาจเสียโอกาส
วิธีนำไปใช้: ปรับ Bio, Profile Picture, Cover, Highlight, Feed, รีวิว และคอนเทนต์ปักหมุดให้ชัดว่าคนควรติดตามแบรนด์เพราะอะไร
ตัวอย่าง: แอดทำให้คนเข้าเพจเยอะ แต่ Follow น้อย อาจไม่ใช่เพราะแอดแย่ แต่อาจเป็นเพราะหน้าเพจยังไม่สื่อสารคุณค่าและความน่าเชื่อถือพอ
ข้อผิดพลาดที่ 1: ดูแค่จำนวนผู้ติดตามเพิ่ม
คำอธิบายคือจำนวนผู้ติดตามไม่ได้บอกคุณภาพทั้งหมด ผลเสียคือเพจโตเป็นตัวเลขแต่ไม่ได้ช่วยยอดขาย แนวทางคือดู Engagement, Message, Lead และยอดขายระยะถัดไป
ข้อผิดพลาดที่ 2: ไล่หา Cost per Follow ถูกที่สุด
คำอธิบายคือผู้ติดตามราคาถูกอาจไม่ตรงกลุ่ม ผลเสียคือฐานผู้ติดตามไม่มีคุณภาพ แนวทางคือดูความตรงกลุ่มและพฤติกรรมหลังติดตามร่วมด้วย
ข้อผิดพลาดที่ 3: ไม่มีแผนคอนเทนต์หลังได้ผู้ติดตาม
คำอธิบายคือถ้าได้ผู้ติดตามแล้วไม่สื่อสารต่อ คนอาจลืมแบรนด์ ผลเสียคือเสียเงินสร้างฐานแต่ไม่ต่อยอด แนวทางคือวาง Content Funnel และ Retargeting ให้ชัด
ข้อผิดพลาดที่ 4: หน้าโปรไฟล์ไม่น่าติดตาม
คำอธิบายคือคนสนใจจากแอดแล้ว แต่หน้าโปรไฟล์ไม่ชัดหรือไม่น่าเชื่อถือ ผลเสียคือ Profile Visit เยอะแต่ Follow ต่ำ แนวทางคือปรับ Bio, Highlight, Feed และรีวิวให้พร้อม
ข้อผิดพลาดที่ 5: คิดว่าผู้ติดตามเยอะเท่ากับยอดขายจะมาเอง
คำอธิบายคือผู้ติดตามเป็นแค่ฐานสื่อสาร ไม่ใช่ยอดขายอัตโนมัติ ผลเสียคือวัดผลผิดและคาดหวังผิด แนวทางคือวาง Funnel จาก Follow ไปสู่ Trust, Lead และ Purchase
Cost per Follow คือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ธุรกิจต้องจ่ายเพื่อให้ได้ผู้ติดตามใหม่หนึ่งคนจากโฆษณา เช่น Facebook Ads หรือ Instagram Ads
สูตรคือ Cost per Follow = Amount Spent / New Follows เช่น ใช้งบ 10,000 บาท ได้ผู้ติดตามใหม่ 2,000 คน ต้นทุนต่อ Follow คือ 5 บาท
Cost per Page Like ใช้วัดต้นทุนต่อคนกด Like เพจ ส่วน Cost per Follow ใช้วัดต้นทุนต่อผู้ติดตามใหม่ โดยทั้งสองตัวควรดูร่วมกับคุณภาพของคนที่ได้มา
คุ้มเมื่อผู้ติดตามที่ได้ตรงกลุ่ม มี Engagement และมีโอกาสกลายเป็น Lead หรือ ลูกค้าในอนาคต แต่ไม่คุ้มถ้าได้แค่ตัวเลขผู้ติดตามเพิ่มโดยไม่มีคุณภาพ
ควรดูว่าผู้ติดตามตรงกลุ่มไหม คอนเทนต์หลังติดตามดีพอไหม มี Retargeting หรือไม่ หน้าเพจน่าเชื่อถือไหม และมี Funnel จากผู้ติดตามไปสู่ Lead หรือ Purchase หรือยัง
Cost per Follow คือ Metric ที่ใช้วัดต้นทุนเฉลี่ยต่อผู้ติดตามใหม่หนึ่งคนจากโฆษณา โดยคำนวณจาก Amount Spent หารด้วย New Follows
Metric นี้เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างฐานผู้ติดตาม เช่น แบรนด์ใหม่ เพจความรู้ คอร์สเรียน ธุรกิจที่ปรึกษา หรือสินค้าที่ต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อใจก่อนขาย
Metric ที่ควรดูร่วมกัน ได้แก่ Page Likes, Follows, Cost per Page Like, Cost per Follow, Follow Rate, Engagement Rate, Profile Visits, Message, Lead และ Purchase
สูตรสำคัญที่ใช้สอนได้คือ Cost per Follow = Amount Spent / New Follows และ Cost per Page Like = Amount Spent / Page Likes
หัวใจสำคัญคือผู้ติดตามเยอะไม่ได้แปลว่าธุรกิจโตทันที แต่ถ้าได้ผู้ติดตามตรงกลุ่ม ก็ช่วยลดต้นทุนการสื่อสารระยะยาวได้
ถ้าธุรกิจอยากใช้แคมเปญเพิ่มผู้ติดตามให้คุ้ม ต้องไม่หยุดแค่ได้ Follow แต่ต้องมี Content Funnel, Retargeting, หน้าโปรไฟล์ที่น่าเชื่อถือ และแผนพาผู้ติดตามไปสู่ Lead หรือยอดขายจริง
ถ้าธุรกิจเข้าใจ Cost per Follow จะสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าแคมเปญเพิ่มผู้ติดตามควรลงทุนต่อไหม ผู้ติดตามที่ได้มีคุณภาพหรือไม่ และควรใช้ฐานผู้ติดตามนี้ต่อยอดทางการตลาดอย่างไร
ถ้าธุรกิจต้องการเห็นตัวอย่างงานด้านการวางกลยุทธ์โฆษณา คอนเทนต์ เว็บไซต์ และระบบวัดผล สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ ผลงาน Digital Marketing และ Online Advertising
ถ้าคุณอยากวิเคราะห์ Facebook Ads และ Instagram Ads ให้ลึกกว่าแค่ยอด Follow DigitalD2M ช่วยดูทั้ง Cost per Follow, Content Funnel, Retargeting, Conversion Tracking และยอดขายจริง เพื่อให้ธุรกิจวัดผลได้แม่นและคุ้มขึ้น
DigitalD2M — วางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ โฆษณา และระบบ AI Marketing ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้
รวมบทความสอนยิงแอด เรียนยิงแอด เรียนยิง Ads และสอนยิง Ads แบบเข้าใจง่าย สำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากยิงแอดให้คุ้มงบ