สอนยิงแอดจับมือทำตัวต่อตัว ผู้สอนประสบการณ์ 15 ปี

Search Terms Report คืออะไร? ดูคำค้นหาจริงก่อนเสียงบฟรี

13/Jun/2026
Search Terms Report, Search Terms, Google Ads, Keywords, Negative Keywords

“Keyword ที่เราตั้งใน Google Ads คือสิ่งที่เราคิดว่าลูกค้าจะค้นหา แต่ Search Terms คือสิ่งที่ลูกค้าพิมพ์จริงก่อนเห็นหรือคลิกโฆษณา ซึ่งสองอย่างนี้อาจไม่ใช่คำเดียวกันเสมอไป”

Search Terms Report คือรายงานใน Google Ads ที่ช่วยให้คนยิงแอดเห็นว่า ผู้ใช้พิมพ์คำค้นหาอะไรจริง ๆ ก่อนที่โฆษณาจะถูกแสดงหรือถูกคลิก รายงานนี้สำคัญมาก เพราะช่วยให้เราไม่ต้องเดาว่า Keyword ที่ซื้ออยู่กำลังพาโฆษณาไปเจอคำค้นหาแบบไหน หลายคนดูแค่ Keyword ที่ตัวเองใส่ในแคมเปญ เช่น “รับทำเว็บไซต์”, “คอร์ส Google Ads”, “คลินิกผิวหนัง”, “รับสร้างบ้าน” แล้วคิดว่าโฆษณาจะขึ้นเฉพาะคำเหล่านี้ แต่ในความจริง Google Ads อาจจับคู่ Keyword ของเรากับ Search Terms ที่กว้างกว่า ใกล้เคียงกว่า หรือมีเจตนาค้นหาที่ต่างจากที่เราคิด ตัวอย่างเช่น เราซื้อ Keyword คำว่า “รับทำเว็บไซต์” แต่ Search Terms จริงอาจเป็น “รับทำเว็บไซต์ฟรี”, “วิธีทำเว็บไซต์เอง”, “รับสมัครงานทำเว็บไซต์”, “บริษัทรับทำเว็บไซต์ pantip” หรือ “รับทำเว็บไซต์ราคาถูกมาก” ซึ่งบางคำอาจตรงกับธุรกิจ แต่บางคำอาจไม่ใช่ลูกค้าที่พร้อมซื้อเลย นี่คือเหตุผลที่ Search Terms Report เป็นเมนูที่คนทำ Google Ads ต้องเปิดดูสม่ำเสมอ เพราะถ้าไม่ดู เราอาจจ่ายเงินให้กับคำค้นหาที่ไม่ตรงบริการ คำที่เป็นงานฟรี คำสมัครงาน คำหาข้อมูลเฉย ๆ คำที่มีเจตนาซื้อไม่ชัด หรือคำที่ทำให้เกิดคลิกแต่ไม่เกิด Lead และยอดขายจริง บทความนี้จะพาเข้าใจว่า Search Terms Report คืออะไร ต่างจาก Keywords อย่างไร ทำไมต้องดูคำค้นหาจริงก่อนบอกว่า Keyword ไม่เวิร์ก วิธีใช้รายงานนี้เพื่อตัดคำเสียเงิน เพิ่ม Negative Keywords หา Keyword ใหม่ และอ่าน Metric สำคัญ เช่น Clicks, Cost, Conversions, Cost per Conversion และ Conversion Rate สำหรับคนที่กำลังเรียน Google Ads หรือกำลังยิงแอดให้ธุรกิจตัวเอง เรื่องนี้เป็นพื้นฐานที่ไม่ควรข้าม เพราะการ Optimize Search Campaign ให้คุ้ม ไม่ใช่แค่เพิ่มงบหรือเปลี่ยนคำโฆษณา แต่ต้องรู้ก่อนว่าเงินกำลังไหลไปกับคำค้นหาแบบไหน ถ้าต้องการเรียนแบบจับมือทำ ตั้งแต่การวาง Keyword, Match Type, Search Terms Report, Negative Keywords, Conversion Tracking และการอ่านผลจากยอดขายจริง สามารถดูรายละเอียดได้ที่ คอร์ส Google Ads Beginner to Expert ของ DigitalD2M Search Terms Report Google Ads Search Terms Keywords Negative Keywords และการดูคำค้นหาจริงก่อนเสียงบฟรี

สารบัญ

  1. Search Terms Report คืออะไร
  2. Keywords กับ Search Terms ต่างกันยังไง
  3. ทำไมต้องดูคำค้นหาจริงก่อนสรุปว่า Keyword ไม่เวิร์ก
  4. คำค้นหาแบบไหนที่ทำให้งบ Google Ads รั่ว
  5. Negative Keywords เกี่ยวข้องกับ Search Terms Report อย่างไร
  6. ใช้ Search Terms Report หา Keyword ใหม่ได้อย่างไร
  7. Keyword Match Type มีผลต่อ Search Terms อย่างไร
  8. Metric ที่ควรดูใน Search Terms Report
  9. วิธีอ่าน Search Terms Report แบบมืออาชีพ
  10. คนเรียน Google Ads ควรเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร
  11. QUERY Framework สำหรับวิเคราะห์คำค้นหาจริง
  12. Routine การเช็ก Search Terms Report รายสัปดาห์
  13. Masterclass 3 กล่อง
  14. ตาราง Use Case สำหรับธุรกิจแต่ละประเภท
  15. Danger Zone จุดพลาดที่พบบ่อย
  16. Checklist ก่อนสรุปว่า Keyword ดีหรือไม่ดี
  17. FAQ คำถามที่พบบ่อย
  18. สรุป

Search Terms Report คืออะไร

Search Terms Report คือรายงานใน Google Ads ที่แสดงคำค้นหาจริงของผู้ใช้ ซึ่งทำให้โฆษณาของเราแสดงหรือถูกคลิกบน Search Network พูดง่าย ๆ คือรายงานนี้ตอบคำถามว่า “ลูกค้าพิมพ์คำว่าอะไรจริง ๆ ก่อนมาเจอโฆษณาเรา” Google อธิบายว่า Search Terms Report ช่วยให้เห็นว่าคำค้นหาใดของผู้ใช้ทำให้โฆษณาแสดง และคอลัมน์ Keyword จะบอกว่า Keyword ใดในบัญชีของเราที่ Match กับคำค้นหานั้น อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Google Ads Help เรื่อง Search Terms Report สิ่งที่มักเห็นใน Search Terms Report:
  • คำค้นหาที่ตรงกับบริการและมีโอกาสเป็นลูกค้า
  • คำค้นหาที่ใกล้เคียงแต่เจตนายังไม่ชัด
  • คำค้นหาที่เป็นข้อมูลฟรี วิธีทำเอง หรือสมัครงาน
  • คำค้นหาที่เกี่ยวกับคู่แข่ง
  • คำค้นหาที่ใช้เงินแต่ไม่สร้าง Conversion
  • คำค้นหาที่น่าสนใจและควรนำไปเพิ่มเป็น Keyword ใหม่
Search Terms Report จึงไม่ใช่แค่รายงานเสริม แต่เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการลดงบเสีย เพิ่มความแม่นของ Keyword และปรับคุณภาพ Traffic ใน Google Ads

Keywords กับ Search Terms ต่างกันยังไง

หลายคนสับสนระหว่าง Keywords กับ Search Terms ทั้งที่สองคำนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน Keywords คือคำที่ผู้ลงโฆษณาเลือกใส่ในแคมเปญ เพื่อบอก Google ว่าอยากให้โฆษณาเกี่ยวข้องกับคำค้นหาแนวไหน Search Terms คือคำที่ผู้ใช้พิมพ์จริงใน Google ก่อนที่โฆษณาจะถูกแสดงหรือถูกคลิก ตัวอย่าง:
  • Keyword ที่ซื้อ: รับทำเว็บไซต์
  • Search Term จริง: รับทำเว็บไซต์บริษัท ราคา
  • Search Term จริง: รับทำเว็บไซต์ฟรี
  • Search Term จริง: หางานรับทำเว็บไซต์
  • Search Term จริง: บริษัทรับทำเว็บไซต์แนะนำ
จะเห็นว่า Keyword เดียวกันอาจพาโฆษณาไปแสดงกับ Search Terms หลายแบบ บางคำมีเจตนาซื้อสูง บางคำหาข้อมูลเฉย ๆ และบางคำไม่ใช่ลูกค้าของเราเลย ดังนั้นเวลาวิเคราะห์ Google Ads ห้ามดูแค่ Keyword ที่เราใส่ในบัญชี แต่ต้องดู Search Terms ที่เกิดขึ้นจริงด้วย เพราะเงินค่าโฆษณาถูกใช้จากสิ่งที่ระบบจับคู่ให้แสดงกับคำค้นหาของลูกค้าจริง

ทำไมต้องดูคำค้นหาจริงก่อนสรุปว่า Keyword ไม่เวิร์ก

หลายครั้งเจ้าของธุรกิจเห็น Keyword หนึ่งใช้เงินเยอะ แต่ไม่มี Conversion แล้วรีบสรุปว่า Keyword นั้นไม่เวิร์ก ทั้งที่ความจริงอาจไม่ใช่ Keyword ผิด แต่อาจเป็น Search Terms ที่ระบบจับคู่ผิดเจตนา ตัวอย่าง:
  • Keyword “รับทำเว็บไซต์” อาจไม่ได้แย่ แต่ Search Terms ที่คลิกเข้ามาอาจเป็น “วิธีทำเว็บไซต์ฟรี”
  • Keyword “คอร์ส Google Ads” อาจมีลูกค้าที่ดี แต่ Search Terms บางส่วนอาจเป็น “เรียน Google Ads ฟรี”
  • Keyword “คลินิกผิวหนัง” อาจมีเจตนาซื้อ แต่ Search Terms บางคำอาจเป็น “สมัครงานคลินิกผิวหนัง”
ถ้าไม่เปิด Search Terms Report ดู เราอาจลบ Keyword ที่มีโอกาสขายออกไป ทั้งที่ควรแก้ด้วยการเพิ่ม Negative Keywords หรือตั้ง Match Type ให้เหมาะขึ้น ดังนั้นก่อนตัดสินว่า Keyword ไม่ดี ให้ถามก่อนว่า:
  • Search Terms ที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร
  • คำที่เสียเงินตรงกับบริการหรือไม่
  • คำเหล่านั้นมีเจตนาซื้อหรือแค่หาข้อมูล
  • มีคำที่ควรเพิ่มเป็น Negative Keywords หรือไม่
  • มี Search Terms ดี ๆ ที่ควรเพิ่มเป็น Keyword ใหม่หรือไม่
นี่คือวิธีคิดของการ Optimize แบบไม่เดา และช่วยให้ตัดสินใจจากข้อมูลจริงมากขึ้น

คำค้นหาแบบไหนที่ทำให้งบ Google Ads รั่ว

คำค้นหาที่ทำให้งบรั่วคือคำที่ทำให้เกิด Impression หรือ Click แต่ไม่มีโอกาสสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ หรือมีโอกาสต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นทุนที่จ่าย ตัวอย่างคำที่ควรระวัง:
  • คำว่า ฟรี: เช่น เรียนฟรี, ใช้ฟรี, ดาวน์โหลดฟรี
  • คำสมัครงาน: เช่น สมัครงาน, เงินเดือน, ฝึกงาน, หางาน
  • คำทำเอง: เช่น วิธีทำเอง, สอนทำเอง, DIY
  • คำดาวน์โหลด: เช่น PDF, template, crack, download
  • คำมือสอง: ถ้าธุรกิจขายของใหม่
  • คำรีวิวเฉย ๆ: ถ้าคนค้นหายังอยู่ขั้นหาข้อมูลและไม่พร้อมซื้อ
  • คำคู่แข่ง: บางกรณีอาจใช้ได้ แต่ต้องดูความคุ้มค่าและข้อกฎหมาย/นโยบายที่เกี่ยวข้อง
คำเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าต้องลบทุกกรณี เพราะบางธุรกิจอาจใช้คำบางกลุ่มได้ เช่น ธุรกิจที่ขายคอร์สราคาประหยัดอาจไม่ได้ต้องตัดคำว่า “ราคา” หรือ “รีวิว” เสมอไป แต่ต้องดูจากข้อมูลจริงว่า Search Terms เหล่านั้นสร้าง Conversion หรือไม่ หลักคิดคืออย่าใส่ Negative Keywords จากความรู้สึกอย่างเดียว แต่ให้ดู Cost, Clicks, Conversion และเจตนาค้นหาร่วมกัน

Negative Keywords เกี่ยวข้องกับ Search Terms Report อย่างไร

Negative Keywords คือคำที่เราไม่ต้องการให้โฆษณาแสดง เมื่อผู้ใช้ค้นหาคำหรือวลีที่เกี่ยวข้องกับคำเหล่านั้น Google อธิบายว่า Negative Keyword คือ Keyword ประเภทหนึ่งที่ป้องกันไม่ให้โฆษณาถูก Trigger โดยคำหรือวลีบางอย่าง อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Google Ads Help เรื่อง Negative Keyword Search Terms Report คือแหล่งข้อมูลสำคัญในการหา Negative Keywords เพราะรายงานนี้แสดงคำค้นหาจริงที่เสียเงินหรือทำให้โฆษณาแสดง ตัวอย่างการตัดคำ:
  • ขายคอร์ส Google Ads แต่เจอคำว่า “คอร์ส Google Ads ฟรี” อาจพิจารณาใส่ “ฟรี” เป็น Negative
  • รับทำเว็บไซต์บริษัท แต่เจอคำว่า “สมัครงานทำเว็บไซต์” อาจใส่ “สมัครงาน” หรือ “หางาน” เป็น Negative
  • ขายสินค้าใหม่ แต่เจอคำว่า “มือสอง” อาจใส่ “มือสอง” เป็น Negative
  • บริการรับทำโฆษณา แต่เจอคำว่า “สอนทำเอง pdf” อาจใส่ “pdf” หรือ “ทำเอง” เป็น Negative ตามบริบท
แต่ต้องระวังว่า Negative Keywords ต้องใส่อย่างรอบคอบ เพราะถ้าตัดกว้างเกินไป อาจไปบล็อกคำที่มีโอกาสขายจริงได้

ใช้ Search Terms Report หา Keyword ใหม่ได้อย่างไร

Search Terms Report ไม่ได้มีไว้ตัดคำไม่ดีอย่างเดียว แต่ยังช่วยหา Keyword ใหม่ที่มีโอกาสขายได้ด้วย บางครั้งเราตั้ง Keyword ไว้กว้าง ๆ แล้วระบบพาไปเจอ Search Terms ที่เราไม่เคยนึกถึง แต่กลับมี Click, Conversion หรือ Lead คุณภาพดี คำเหล่านี้สามารถนำไปเพิ่มเป็น Keyword ใหม่ได้ ตัวอย่าง:
  • ตั้ง Keyword “รับทำเว็บไซต์” แต่เจอ Search Term “รับทำเว็บไซต์บริษัท b2b” แล้วมี Lead คุณภาพ
  • ตั้ง Keyword “คอร์ส Google Ads” แต่เจอ Search Term “เรียน Google Ads ตัวต่อตัว” แล้วมีคนสมัครจริง
  • ตั้ง Keyword “คลินิกผิวหนัง” แต่เจอ Search Term “คลินิกรักษาสิวใกล้ฉัน” แล้วได้จองคิวดี
สิ่งที่ควรทำ:
  • เพิ่ม Search Terms ที่ดีเป็น Keyword ใหม่
  • จัดเข้ากลุ่ม Ad Group ที่เหมาะสม
  • เขียน Ad Copy ให้ตรงกับคำค้นหานั้นมากขึ้น
  • ส่งคนไป Landing Page ที่ตรง Intent มากขึ้น
  • แยกงบหรือแยกแคมเปญถ้าคำนั้นมีมูลค่าสูง
นี่คือเหตุผลที่ Search Terms Report ช่วยทั้งประหยัดงบและขยายโอกาสใหม่ในเวลาเดียวกัน

Keyword Match Type มีผลต่อ Search Terms อย่างไร

Keyword Match Type มีผลต่อความกว้างหรือแคบของคำค้นหาที่โฆษณาอาจไปแสดง ประเภทที่พบบ่อย:
  • Broad Match: เปิดโอกาสให้ระบบจับคู่คำค้นหากว้างขึ้น เหมาะกับบัญชีที่มี Conversion Tracking และข้อมูลเพียงพอ แต่ต้องดู Search Terms ใกล้ชิด
  • Phrase Match: คุมเจตนาค้นหาได้แคบกว่า Broad Match ในหลายกรณี แต่ยังมีความยืดหยุ่น
  • Exact Match: เน้นคำค้นหาที่ใกล้เคียงกับ Keyword มากกว่า แต่ก็ยังต้องตรวจ Search Terms อยู่ดี
ถ้าใช้ Broad Match แล้วไม่ดู Search Terms Report อาจเจอคำค้นหากว้างมากจนงบรั่ว แต่ถ้าใช้ Exact Match อย่างเดียวโดยไม่ดูข้อมูล อาจแคบเกินไปจนพลาดคำใหม่ที่มีโอกาสขาย แนวทางที่ดีคือใช้ Match Type ร่วมกับข้อมูล Search Terms, Negative Keywords และ Conversion Tracking ไม่ใช่เลือกจากสูตรตายตัว

Metric ที่ควรดูใน Search Terms Report

เมื่อเปิด Search Terms Report ไม่ควรดูแค่คำค้นหาอย่างเดียว แต่ต้องดูตัวเลขประกอบด้วย Metric ที่ควรดู:
  • Impressions: คำค้นหานี้ทำให้โฆษณาแสดงบ่อยแค่ไหน
  • Clicks: คำค้นหานี้ทำให้คนคลิกมากแค่ไหน
  • Cost: คำค้นหานี้ใช้เงินไปเท่าไร
  • CTR: คำค้นหานี้ดึงดูดให้คนคลิกดีหรือไม่
  • Conversions: คำค้นหานี้สร้าง Action สำคัญหรือไม่
  • Cost per Conversion: ต้นทุนต่อ Conversion ของคำค้นหานี้คุ้มไหม
  • Conversion Rate: คนที่คลิกจากคำนี้มีโอกาสกลายเป็น Lead หรือยอดขายมากแค่ไหน
  • Search Term Intent: เจตนาของคำค้นหานี้เป็นคนพร้อมซื้อ หาข้อมูล หรือไม่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างการอ่านผล:
  • คำที่ Cost สูง แต่ไม่มี Conversion อาจต้องตรวจว่าควรตัดหรือปรับ Landing Page
  • คำที่ Clicks น้อย แต่ Conversion ดี อาจควรเพิ่มเป็น Keyword แยก
  • คำที่ CTR สูง แต่ไม่มี Lead อาจเป็นคำที่ดึงดูดแต่ไม่ใช่คนพร้อมซื้อ
  • คำที่มี Conversion ดี ควรดูต่อว่า Lead คุณภาพจริงหรือไม่
อย่าดู Search Terms Report แบบอ่านคำอย่างเดียว ต้องอ่านทั้งคำค้นหา ตัวเลข และเจตนาค้นหาร่วมกัน

วิธีอ่าน Search Terms Report แบบมืออาชีพ

การอ่าน Search Terms Report แบบมืออาชีพควรมีขั้นตอน ไม่ใช่เปิดดูแล้วใส่ Negative Keywords แบบสุ่ม แนวทางที่แนะนำ:
  1. เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม: เช่น 7 วัน, 14 วัน, 30 วัน หรือช่วงหลังจากปรับแคมเปญ
  2. เรียงตาม Cost: ดูก่อนว่าคำไหนใช้เงินมากที่สุด
  3. เรียงตาม Clicks: ดูคำที่ดึง Traffic เข้ามามาก
  4. ดู Conversions: แยกคำที่สร้างผลลัพธ์จริงออกจากคำที่แค่คลิก
  5. จัดกลุ่ม Intent: แยกคำเป็น ซื้อจริง, หาข้อมูล, ฟรี, สมัครงาน, คู่แข่ง, ไม่เกี่ยวข้อง
  6. เพิ่ม Negative Keywords: ตัดคำที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่มีโอกาสขาย
  7. เพิ่ม Keyword ใหม่: นำคำที่มี Conversion ดีไปสร้าง Keyword หรือ Ad Group ใหม่
  8. ปรับ Ad Copy และ Landing Page: ถ้าเจอคำค้นหาที่ลูกค้าใช้จริง ให้ปรับข้อความให้ตรงขึ้น
ถ้าต้องการให้ทีมช่วยวิเคราะห์บัญชี Google Ads, Search Terms, Negative Keywords, Conversion Tracking และหน้า Landing Page สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการรับทำโฆษณา Facebook, TikTok และ Google Ads

คนเรียน Google Ads ควรเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร

สำหรับคนที่เรียน Google Ads เรื่อง Search Terms Report เป็นพื้นฐานสำคัญมาก เพราะเป็นจุดที่ทำให้รู้ว่าแคมเปญ Search กำลังซื้อ Traffic แบบไหนจริง ๆ คอร์ส Google Ads ที่ดีไม่ควรสอนแค่การใส่ Keyword แล้วเปิดแคมเปญ แต่ควรสอนให้เข้าใจว่า:
  • Keyword ที่เราตั้งไม่เท่ากับคำที่ลูกค้าพิมพ์จริงเสมอไป
  • Match Type มีผลต่อความกว้างของ Search Terms
  • Search Terms Report ใช้หาคำเสียเงินและคำทำเงินได้
  • Negative Keywords ต้องอัปเดตสม่ำเสมอ
  • การตัดคำต้องดูทั้ง Intent และ Conversion
  • Keyword ที่ดูไม่ดี อาจไม่ได้แย่ ถ้า Search Terms ที่เสียเงินเป็นคำผิดกลุ่ม
ถ้าเรียนแบบจำปุ่มอย่างเดียว อาจเปิดแคมเปญได้ แต่จะไม่รู้ว่างบไหลไปกับคำอะไร แต่ถ้าเข้าใจ Search Terms Report จะเริ่ม Optimize ได้เหมือนคนดูบัญชีเป็นจริง ๆ

QUERY Framework สำหรับวิเคราะห์คำค้นหาจริง

Framework เฉพาะบทความนี้คือ QUERY Framework ใช้สำหรับอ่าน Search Terms Report ให้เป็นระบบ
  1. Q – Query Intent: คำค้นหานี้มีเจตนาอะไร ซื้อจริง หาข้อมูล สมัครงาน หรือหาใช้ฟรี
  2. U – Unwanted Terms: มีคำที่ไม่ต้องการ เช่น ฟรี, สมัครงาน, วิธีทำเอง, PDF หรือมือสองหรือไม่
  3. E – Economic Value: คำนี้ใช้เงินไปเท่าไร และมีโอกาสสร้างรายได้หรือไม่
  4. R – Result Quality: คำนี้สร้าง Conversion หรือ Lead คุณภาพจริงหรือไม่
  5. Y – Your Next Action: ควรเพิ่มเป็น Negative Keyword, เพิ่มเป็น Keyword ใหม่, ปรับ Match Type หรือปรับ Landing Page
ตัวอย่างการใช้:
  • Search Term “คอร์ส Google Ads ฟรี” อาจมี Intent หาของฟรี ถ้าธุรกิจขายคอร์สเสียเงิน อาจพิจารณาตัดคำว่า “ฟรี”
  • Search Term “เรียน Google Ads ตัวต่อตัว” อาจมี Intent ดี ถ้ามี Conversion ควรเพิ่มเป็น Keyword ใหม่
  • Search Term “สมัครงาน Google Ads” ไม่ใช่ลูกค้า อาจเพิ่ม “สมัครงาน” เป็น Negative Keyword
  • Search Term “รับทำ Google Ads ราคา” อาจเป็นคำที่มีเจตนาซื้อ ควรดู Cost per Conversion และคุณภาพ Lead ต่อ

Routine การเช็ก Search Terms Report รายสัปดาห์

Search Terms Report ควรถูกดูเป็น Routine ไม่ใช่ดูเฉพาะตอนแคมเปญมีปัญหา Routine ที่แนะนำ:
  • ทุก 3-7 วันในช่วงเริ่มแคมเปญ: เพราะระบบยังเรียนรู้และอาจมีคำหลุดเยอะ
  • ทุกสัปดาห์ในแคมเปญที่ใช้งบต่อเนื่อง: เพื่อกันงบรั่วและหาโอกาสใหม่
  • หลังเพิ่ม Keyword ใหม่: ดูว่า Match กับ Search Terms แบบไหน
  • หลังเปลี่ยน Match Type: ตรวจว่าคำค้นหากว้างขึ้นหรือแคบลงอย่างไร
  • หลังเพิ่มงบ: เพราะคำค้นหาใหม่อาจเริ่มเข้ามามากขึ้น
สิ่งที่ควรทำทุกครั้ง:
  • ตัดคำที่ไม่เกี่ยวข้องเป็น Negative Keywords
  • เก็บคำที่มี Conversion ดีไว้เป็น Keyword ใหม่
  • แยกคำที่มี Intent สูงไปทำ Ad Group หรือ Landing Page เฉพาะ
  • เช็กว่า Conversion ที่ได้เป็น Lead หรือยอดขายคุณภาพจริงหรือไม่

Masterclass 3 กล่อง

Masterclass 1: Keyword ไม่ได้พังเสมอไป อาจเป็น Search Terms ที่พัง

แนวคิด: ก่อนปิด Keyword ที่ใช้เงินเยอะ ต้องตรวจว่า Search Terms จริงที่เกิดขึ้นคืออะไร เพราะบางที Keyword ยังมีโอกาสขาย แต่ระบบจับคู่ไปเจอคำค้นหาที่ไม่ตรงเจตนา

วิธีนำไปใช้: เปิด Search Terms Report เรียงตาม Cost แล้วดูว่าเงินส่วนใหญ่ไหลไปกับคำที่ตรงบริการหรือไม่ ถ้าไม่ตรง ให้เพิ่ม Negative Keywords ก่อนรีบปิด Keyword หลัก

ตัวอย่างธุรกิจ: Keyword “รับทำเว็บไซต์” อาจดูไม่คุ้ม แต่เมื่อเปิด Search Terms พบว่าคลิกจำนวนมากมาจาก “รับทำเว็บไซต์ฟรี” และ “สมัครงานทำเว็บไซต์” แบบนี้ควรตัดคำฟรีและสมัครงานก่อนสรุปว่า Keyword รับทำเว็บไซต์ไม่ดี

Masterclass 2: คำที่ใช้เงินเยอะ ต้องถูกตัดสินด้วย Conversion ไม่ใช่ความรู้สึก

แนวคิด: บาง Search Terms ดูเหมือนกว้างหรือไม่น่าสนใจ แต่ถ้าสร้าง Conversion คุณภาพ อาจไม่ควรถูกตัด ในทางกลับกัน บางคำดูสวยแต่ใช้เงินเยอะและไม่สร้างยอดขาย ก็ควรระวัง

วิธีนำไปใช้: ดู Cost, Conversions, Cost per Conversion และ Lead Quality ร่วมกัน อย่าตัดคำเพราะแค่ไม่ชอบคำ และอย่าเก็บคำเพราะแค่รู้สึกว่าน่าจะดี

ตัวอย่างธุรกิจ: คำว่า “ราคา” บางธุรกิจอาจมองว่าเป็นคนต่อราคา แต่ถ้าในข้อมูลจริงมี Conversion ดี อาจเป็นคำที่มีเจตนาซื้อสูง เพราะคนกำลังเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ

Masterclass 3: Search Terms Report คือแหล่งหาไอเดีย Landing Page

แนวคิด: Search Terms Report ไม่ได้บอกแค่คำที่ควรซื้อหรือควรตัด แต่ยังบอกภาษาที่ลูกค้าใช้จริง ซึ่งสามารถนำไปปรับ Headline, Ad Copy และ Landing Page ได้

วิธีนำไปใช้: ถ้าพบว่าลูกค้าค้นหาคำเฉพาะ เช่น “เรียนตัวต่อตัว”, “ราคาพร้อมดูแล”, “บริษัทใกล้ฉัน” ให้นำภาษานั้นไปปรับข้อความโฆษณาและหน้าเว็บให้ตรง Intent มากขึ้น

ตัวอย่างธุรกิจ: ถ้าลูกค้าค้นหา “คอร์ส Google Ads ตัวต่อตัว” บ่อย การทำ Landing Page ที่เน้นเรียนตัวต่อตัว จับมือทำ และ Q&A หลังเรียน อาจตอบ Intent ได้ดีกว่าหน้าคอร์สทั่วไป

ตาราง Use Case สำหรับธุรกิจแต่ละประเภท

ประเภทธุรกิจ Search Terms ที่ควรหา คำที่อาจต้องตัด Metric ที่ควรดู
คอร์สเรียน / Training เรียนตัวต่อตัว, คอร์สจริงจัง, สอนสด, จับมือทำ ฟรี, PDF, ดาวน์โหลด, สมัครงาน Cost per Lead, สมัครเรียนจริง, Close Rate
บริการ B2B บริษัทรับทำ, ราคา, แพ็กเกจ, ตัวอย่างผลงาน สมัครงาน, เงินเดือน, วิธีทำเอง, ฟรี Qualified Lead, Meeting Booked, CPA
คลินิก รักษา, จองคิว, ราคา, ใกล้ฉัน, รีวิว สมัครงาน, เรียน, วิธีรักษาเอง, ฟรี Cost per Booking, Show-up Rate, Revenue
อสังหา ทำเล, ราคา, โครงการ, นัดชม, ผ่อนต่อเดือน เช่า ถ้าเน้นขาย, มือสอง ถ้าไม่รับ, สมัครงาน Qualified Lead, Appointment, Booking
E-commerce ซื้อ, ราคา, ของแท้, ส่งเร็ว, รุ่นสินค้า มือสอง ถ้าขายของใหม่, ซ่อม ถ้าไม่รับซ่อม, download Purchase, ROAS, Cost per Purchase

Danger Zone จุดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่ 1: ดูแค่ Keyword แต่ไม่เคยดู Search Terms
หลายคนคิดว่าแคมเปญแสดงเฉพาะคำที่ใส่ไว้ แต่จริง ๆ Search Terms อาจกว้างกว่านั้น ผลเสียคือเสียงบกับคำที่ไม่ตรงบริการโดยไม่รู้ตัว แนวทางคือเปิด Search Terms Report ดูสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงเริ่มแคมเปญ

ข้อผิดพลาดที่ 2: รีบปิด Keyword ทั้งที่ควรเพิ่ม Negative Keywords ก่อน
ถ้า Keyword ใช้เงินแต่ Search Terms หลุดคำไม่เกี่ยวข้อง ปัญหาอาจอยู่ที่การกรองคำ ไม่ใช่ Keyword หลัก ผลเสียคือปิดคำที่ยังมีโอกาสขาย แนวทางคือวิเคราะห์ Search Terms ก่อนตัดสินใจปิด Keyword

ข้อผิดพลาดที่ 3: ใส่ Negative Keywords กว้างเกินไป
การตัดคำกว้างเกินไปอาจบล็อกคำที่มีโอกาสขายจริง ผลเสียคือแคมเปญแสดงน้อยลงและพลาดลูกค้า แนวทางคือเลือก Match Type ของ Negative Keywords ให้เหมาะ และตรวจผลหลังใส่ทุกครั้ง

ข้อผิดพลาดที่ 4: ตัดสินจาก Clicks แต่ไม่ดู Conversions
คำที่คลิกเยอะไม่ได้แปลว่าดี ถ้าไม่สร้าง Lead หรือยอดขาย ผลเสียคือเพิ่มงบผิดคำ แนวทางคือดู Cost, Conversions, Cost per Conversion และคุณภาพ Lead ร่วมกัน

ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่เอาคำค้นหาจริงไปปรับ Ad Copy และ Landing Page
Search Terms คือภาษาที่ลูกค้าใช้จริง ถ้าไม่เอาไปปรับข้อความโฆษณาและหน้าเว็บ จะพลาดโอกาสเพิ่มความเกี่ยวข้อง ผลเสียคือ CTR, Quality Score และ Conversion Rate อาจไม่ดีเท่าที่ควร แนวทางคือใช้ Search Terms ที่ดีเป็นไอเดียปรับข้อความขาย

Checklist ก่อนสรุปว่า Keyword ดีหรือไม่ดี

  • เปิด Search Terms Report ดูแล้วหรือยัง
  • รู้หรือยังว่า Search Terms ไหนใช้เงินมากที่สุด
  • รู้หรือยังว่า Search Terms ไหนมี Conversion จริง
  • แยกคำค้นหาตาม Intent แล้วหรือยัง เช่น ซื้อจริง หาข้อมูล ฟรี สมัครงาน
  • มีคำที่ควรใส่เป็น Negative Keywords หรือไม่
  • ตรวจแล้วหรือยังว่า Negative Keywords ที่ใส่ไม่กว้างเกินไป
  • มี Search Terms ที่ควรเพิ่มเป็น Keyword ใหม่หรือไม่
  • Keyword Match Type ที่ใช้อยู่กว้างเกินไปหรือแคบเกินไปหรือไม่
  • Search Terms ที่ดีมี Landing Page ที่ตอบเจตนาค้นหาหรือไม่
  • Ad Copy ใช้ภาษาที่ตรงกับคำค้นหาจริงหรือไม่
  • ดู Cost per Conversion และ Conversion Rate แล้วหรือยัง
  • ตรวจคุณภาพ Lead หรือยอดขายหลังบ้านแล้วหรือยัง
  • มี Routine เช็ก Search Terms Report ทุกสัปดาห์หรือไม่

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Search Terms Report คืออะไร

Search Terms Report คือรายงานใน Google Ads ที่แสดงคำค้นหาจริงของผู้ใช้ ซึ่งทำให้โฆษณาของเราแสดงหรือถูกคลิก ช่วยให้รู้ว่า Keyword ที่ซื้ออยู่กำลังพาโฆษณาไปเจอคำค้นหาแบบไหน

Keywords กับ Search Terms ต่างกันยังไง

Keywords คือคำที่ผู้ลงโฆษณาเลือกใส่ในแคมเปญ ส่วน Search Terms คือคำที่ผู้ใช้พิมพ์จริงใน Google ก่อนเห็นหรือคลิกโฆษณา ซึ่งทั้งสองอย่างอาจไม่ตรงกันเสมอไป

Search Terms Report ช่วยลดงบเสียได้ยังไง

รายงานนี้ช่วยให้เห็นคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่มีโอกาสสร้างยอดขาย จากนั้นสามารถเพิ่มเป็น Negative Keywords เพื่อกันไม่ให้โฆษณาแสดงกับคำเหล่านั้นในอนาคต

ควรดู Search Terms Report บ่อยแค่ไหน

ช่วงเริ่มแคมเปญควรดูทุก 3-7 วัน เพราะระบบอาจจับคู่คำค้นหาใหม่จำนวนมาก หลังจากแคมเปญนิ่งขึ้นควรดูอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งหรือทุกครั้งหลังปรับ Keyword, Match Type หรือเพิ่มงบ

คนเรียน Google Ads ควรเริ่มจากอะไรในเรื่อง Search Terms

ควรเริ่มจากเข้าใจความต่างระหว่าง Keywords และ Search Terms จากนั้นฝึกอ่าน Search Terms Report เพื่อแยกคำที่ควรตัด คำที่ควรเพิ่มเป็น Keyword ใหม่ และคำที่ควรนำไปปรับข้อความโฆษณาหรือ Landing Page

สรุป

Search Terms Report คือหนึ่งในรายงานสำคัญที่สุดของ Google Ads เพราะช่วยให้เห็นคำค้นหาจริงที่ผู้ใช้พิมพ์ก่อนเห็นหรือคลิกโฆษณา ทำให้เราไม่ต้องเดาว่า Keyword ที่ซื้อนั้นกำลังพา Traffic แบบไหนเข้ามา หัวใจสำคัญคือ Keyword ที่เราตั้งกับ Search Terms ที่ลูกค้าพิมพ์จริงอาจไม่ใช่คำเดียวกัน ถ้าไม่ตรวจรายงานนี้ ธุรกิจอาจเสียเงินกับคำที่ไม่ตรงบริการ คำหาของฟรี คำสมัครงาน หรือคำที่ไม่มีเจตนาซื้อโดยไม่รู้ตัว Best Practice คือใช้ QUERY Framework ตรวจ Query Intent, Unwanted Terms, Economic Value, Result Quality และ Your Next Action เพื่อแยกว่าคำไหนควรเพิ่มเป็น Negative Keywords คำไหนควรเพิ่มเป็น Keyword ใหม่ และคำไหนควรนำไปปรับ Ad Copy หรือ Landing Page ถ้าต้องการเรียน Google Ads แบบลงมือทำจริง เข้าใจตั้งแต่ Keyword, Match Type, Search Terms Report, Negative Keywords, Conversion Tracking, Landing Page และการอ่านผลจากยอดขายจริง สามารถดูรายละเอียดได้ที่ คอร์ส Google Ads Beginner to Expert หรือดูคอร์สทั้งหมดได้ที่ ดูคอร์สเรียนทั้งหมดของ DigitalD2M

อย่าบอกว่า Keyword ไม่เวิร์ก จนกว่าจะเปิดดู Search Terms จริงก่อน

DigitalD2M ช่วยสอนและวางระบบ Google Ads ตั้งแต่ Keyword, Search Terms Report, Negative Keywords, Conversion Tracking, Landing Page และการอ่านผล เพื่อให้ธุรกิจยิงแอดอย่างมีเหตุผลและวัดผลได้จริง

DigitalD2M — คอร์ส Google Ads สอนยิงแอด Google โฆษณาออนไลน์ เว็บไซต์ และระบบวัดผล ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้

“`

อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการยิงแอด

รวมบทความสอนยิงแอด เรียนยิงแอด เรียนยิง Ads และสอนยิง Ads แบบเข้าใจง่าย สำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากยิงแอดให้คุ้มงบ