
“โฆษณา Google Ads ที่ได้ Impression เยอะ ไม่ได้แปลว่าเก็บโอกาสได้ดีเสมอไป เพราะบางแคมเปญอาจมีคนเห็นเยอะ แต่ยังได้ Click Share ต่ำ แปลว่าโฆษณาโชว์แล้วแต่ยังชนะใจให้คนคลิกได้ไม่พอ”
Click Share คือหนึ่งใน Metric สำคัญของ Google Ads ที่ช่วยบอกว่าโฆษณาของเราได้ “ส่วนแบ่งคลิก” มากแค่ไหน เมื่อเทียบกับจำนวนคลิกทั้งหมดที่มีโอกาสได้รับ ส่วน Impression Share คือ Metric ที่บอกว่าโฆษณาของเราได้ “ส่วนแบ่งการแสดงผล” มากแค่ไหน เมื่อเทียบกับจำนวนครั้งที่โฆษณามีสิทธิ์แสดงผลทั้งหมด
พูดง่าย ๆ คือ Impression Share ตอบคำถามว่า “เราได้แสดงโฆษณามากพอหรือยัง” ส่วน Click Share ตอบคำถามว่า “เมื่อมีโอกาสได้คลิก เราเก็บคลิกได้มากพอหรือยัง” ดังนั้นการดูแค่ Impression Share อย่างเดียวอาจยังไม่พอ เพราะบางแคมเปญอาจได้แสดงผลเยอะ แต่ข้อความโฆษณา ราคา โปรโมชัน หรือความน่าสนใจยังไม่พอให้คนคลิก
Google อธิบายว่า Click Share คือสัดส่วนโดยประมาณของคลิกที่เราได้รับ เทียบกับคลิกทั้งหมดที่โฆษณามีโอกาสได้รับ และใช้ได้กับ Performance Max, Search, Shopping และ Hotel campaigns ส่วน Impression Share คือจำนวน Impression ที่ได้รับ หารด้วยจำนวน Impression ทั้งหมดที่โฆษณามีสิทธิ์ได้รับ
ตัวอย่างเช่น ถ้า Google ประเมินว่าโฆษณาของคุณมีโอกาสได้รับ 1,000 คลิก แต่คุณได้รับจริง 300 คลิก Click Share จะอยู่ประมาณ 30% นั่นแปลว่ายังมีโอกาสอีก 70% ที่อาจเก็บคลิกเพิ่มได้ ถ้าปรับปัจจัยสำคัญ เช่น Ad Rank, Bid, Budget, Keyword, Asset, Product Feed, Ad Copy หรือ Landing Page ให้ดีขึ้น
บทความนี้จะพาเข้าใจ Click Share vs Impression Share แบบใช้งานจริง ว่าต่างกันอย่างไร ใช้วิเคราะห์ Google Ads อย่างไร ทำไม Impression Share สูงแต่ Click Share ต่ำถึงเป็นสัญญาณสำคัญ และควรปรับอะไรบ้างถ้าโฆษณาโชว์เยอะ แต่คลิกยังน้อยกว่าที่ควรเป็น

Click Share คือสัดส่วนโดยประมาณของคลิกที่โฆษณาของเราได้รับ เทียบกับจำนวนคลิกทั้งหมดที่โฆษณามีโอกาสได้รับในระบบ Google Ads โดย Metric นี้ช่วยให้เราเห็นว่าแคมเปญยังมีโอกาสเก็บคลิกเพิ่มอีกมากน้อยแค่ไหน
ตัวอย่างเช่น ถ้าแคมเปญ Search Ads ของคุณได้รับ 500 คลิก แต่ Google ประเมินว่าจริง ๆ แล้วมีโอกาสได้รับได้ถึง 1,000 คลิก Click Share จะอยู่ที่ประมาณ 50% นั่นหมายความว่ายังมีโอกาสอีกครึ่งหนึ่งที่อาจเก็บคลิกเพิ่มได้ หากปรับโฆษณา คีย์เวิร์ด งบ Bid หรือคุณภาพแคมเปญให้ดีขึ้น
จุดสำคัญของ Click Share คือมันไม่ได้ดูแค่ว่าเราได้คลิกกี่ครั้ง แต่ดูว่าเราได้คลิกเทียบกับ “โอกาสทั้งหมดที่มีสิทธิ์ได้” มากแค่ไหน จึงเป็น Metric ที่มีประโยชน์มากเมื่ออยากรู้ว่าแคมเปญยังขยายได้อีกหรือไม่
อ่านข้อมูลจาก Google โดยตรงได้ที่ Google Ads Help: About Click Share, Google Ads Help: About Impression Share และ Google Ads Help: Get Impression Share Data
Impression Share คือเปอร์เซ็นต์ของจำนวนครั้งที่โฆษณาของเราแสดงผลจริง เทียบกับจำนวนครั้งทั้งหมดที่โฆษณามีสิทธิ์แสดงผล โดย Google คำนวณจาก Impression ที่ได้รับ หารด้วย Eligible Impression หรือจำนวน Impression ที่มีโอกาสได้รับ
ตัวอย่างเช่น ถ้าโฆษณาของคุณมีสิทธิ์แสดงผล 10,000 ครั้ง แต่แสดงผลจริง 4,000 ครั้ง Impression Share จะเท่ากับ 40% แปลว่ายังมีโอกาสแสดงผลอีก 60% ที่คุณไม่ได้รับ ซึ่งอาจหายไปเพราะงบไม่พอ, Ad Rank ต่ำ, Bid ต่ำ, Quality ต่ำ, Targeting จำกัด หรือการแข่งขันสูง
Impression Share จึงตอบคำถามว่า “เราได้ส่วนแบ่งพื้นที่การแสดงผลมากแค่ไหน” แต่ยังไม่ได้ตอบว่า “เมื่อโฆษณาแสดงแล้ว คนคลิกมากพอหรือไม่” นี่คือเหตุผลที่ต้องดูคู่กับ Click Share
ถ้า Impression Share ต่ำมาก แปลว่าโฆษณาอาจยังไม่ได้แสดงมากพอ แต่ถ้า Impression Share สูงแล้ว Click Share ยังต่ำ แปลว่าโฆษณาอาจมีโอกาสแสดงดีแล้ว แต่ยังชนะคลิกไม่ดีพอ
ความแตกต่างหลักคือ Impression Share วัดส่วนแบ่งการมองเห็น ส่วน Click Share วัดส่วนแบ่งการคลิก ทั้งสองตัวช่วยตอบคำถามคนละชั้นใน Funnel ของ Google Ads
ถ้าเปรียบเทียบเป็นหน้าร้าน Impression Share คือจำนวนครั้งที่ร้านของคุณได้อยู่ในทำเลที่ลูกค้ามองเห็น ส่วน Click Share คือจำนวนลูกค้าที่ตัดสินใจเดินเข้าร้านของคุณ เมื่อเทียบกับจำนวนลูกค้าที่มีโอกาสเข้าร้านทั้งหมด
ดังนั้นถ้า Impression Share ต่ำ ปัญหาอาจอยู่ที่การ “ไม่ได้แสดงผลพอ” แต่ถ้า Impression Share สูงและ Click Share ต่ำ ปัญหาอาจอยู่ที่ “แสดงผลแล้วแต่ยังไม่ดึงดูดคลิกพอ” ซึ่งต้องแก้คนละแบบ
ถ้าแคมเปญมี Impression Share สูง แต่ Click Share ต่ำ แปลว่าโฆษณาของคุณมีโอกาสแสดงผลค่อนข้างดีแล้ว แต่ยังเก็บคลิกจากโอกาสที่มีได้ไม่มากพอ สถานการณ์นี้มักสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมองเห็นอย่างเดียว แต่อาจอยู่ที่ความน่าคลิกของโฆษณา
สาเหตุที่เป็นไปได้ เช่น Headline ยังไม่เด่น, Description ยังไม่ตอบ Pain Point, ราคาไม่แข่งขัน, Promotion ไม่ชัด, Ad Assets ไม่ครบ, Product Feed ไม่น่าสนใจ, รูปสินค้าไม่ดึงดูด, Landing Page ไม่น่าเชื่อถือ หรือคู่แข่งมีข้อเสนอที่ดีกว่าในหน้าเดียวกัน
ใน Search Ads ปัญหาอาจมาจากข้อความโฆษณาไม่ตรง Intent ของ Keyword เช่น คนค้นหา “คอร์ส Google Ads ตัวต่อตัว” แต่โฆษณาเขียนกว้าง ๆ ว่า “บริการการตลาดออนไลน์” ทำให้โฆษณาแสดงได้ แต่คนไม่รู้สึกว่าตรงกับสิ่งที่ต้องการมากพอ
ใน Shopping Ads หรือ Performance Max ปัญหาอาจอยู่ที่สินค้า เช่น ชื่อสินค้าไม่ชัด รูปไม่เด่น ราคาแพงกว่าคู่แข่ง รีวิวต่ำ หรือ Promotion ไม่แข่งขัน ทำให้โฆษณามี Impression แต่คลิกน้อยกว่าที่ควรเป็น
Google ระบุว่า Click Share ใช้ได้กับ Performance Max, Search, Shopping และ Hotel campaigns ซึ่งเป็นกลุ่มแคมเปญที่การเก็บคลิกมีผลโดยตรงต่อโอกาสพาคนเข้าเว็บไซต์ หน้า Landing Page หน้าสินค้า หรือหน้าจองบริการ
Search Campaigns: ใช้ดูว่าโฆษณาจาก Keyword หรือ Ad Group ได้ส่วนแบ่งคลิกมากพอหรือยัง โดยเฉพาะคำที่มี Intent สูง เช่น คำซื้อ, คำบริการ, คำเปรียบเทียบ หรือคำแบรนด์
Shopping Campaigns: ใช้ดูว่าสินค้าได้คลิกมากพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับโอกาสทั้งหมดที่มี เช่น ถ้า Impression ดีแต่ Click Share ต่ำ อาจต้องตรวจ Product Title, Image, Price, Promotion และ Merchant Feed
Performance Max: ใช้ช่วยดูภาพรวมโอกาสการเก็บคลิกในแคมเปญที่ครอบคลุมหลาย Inventory ของ Google โดยควรดูร่วมกับ Search Terms Insights, Asset Performance, Product Performance และ Conversion Data
Hotel Campaigns: ใช้ดูโอกาสการเก็บคลิกในบริบทโรงแรมหรือการจองที่พัก ซึ่งราคา ทำเล รีวิว และความพร้อมของห้องพักอาจมีผลต่อความน่าคลิกอย่างมาก
หลายคนอาจสับสนว่า Click Share กับ CTR ต่างกันอย่างไร เพราะทั้งสองตัวเกี่ยวกับคลิกเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วใช้ตอบคนละคำถาม
CTR หรือ Click-through Rate คือจำนวนคลิกหารด้วยจำนวน Impression ใช้ดูว่าเมื่อโฆษณาแสดงแล้ว มีคนคลิกกี่เปอร์เซ็นต์ เช่น โฆษณาแสดง 1,000 ครั้ง ได้ 50 คลิก CTR คือ 5%
Click Share คือคลิกที่ได้รับ เทียบกับคลิกทั้งหมดที่มีโอกาสได้รับ Metric นี้จึงมองในเชิง “ส่วนแบ่งโอกาส” มากกว่า “อัตราคลิกจาก Impression ที่เกิดขึ้นแล้ว”
ตัวอย่างเช่น CTR อาจดูดี เพราะโฆษณาที่แสดงแล้วมีคนคลิกเยอะ แต่ Click Share อาจยังต่ำ เพราะโฆษณายังพลาดโอกาสคลิกจำนวนมากจาก Auction ที่ไม่ได้ชนะ หรือจากโอกาสที่คู่แข่งดึงคลิกไปมากกว่า
ดังนั้น CTR ใช้ดูความน่าคลิกของโฆษณาจาก Impression ที่ได้รับ ส่วน Click Share ใช้ดูว่ายังมีโอกาสเก็บคลิกเพิ่มจากตลาดได้อีกแค่ไหน
การเพิ่ม Click Share ไม่ได้มีวิธีเดียว เพราะต้องดูว่าสาเหตุที่เสียคลิกมาจากอะไร เช่น แสดงผลไม่พอ, โฆษณาไม่น่าคลิก, Ad Rank สู้ไม่ได้, งบจำกัด, Keyword ไม่ตรง Intent หรือคู่แข่งมี Offer ดีกว่า
1. ปรับข้อความโฆษณาให้ตรง Intent มากขึ้น
ถ้าคนค้นหาด้วยคำที่ชัด เช่น “เรียน Google Ads ตัวต่อตัว” โฆษณาควรตอบให้ตรง ไม่ใช่ใช้ข้อความกว้างเกินไป เช่น “บริการการตลาดครบวงจร” เพราะจะทำให้คนรู้สึกว่าไม่ตรงกับสิ่งที่ค้นหา
2. เพิ่มความแข็งแรงของ Ad Assets
ใช้ Sitelink, Callout, Structured Snippet, Image Asset, Promotion Asset หรือ Lead Form Asset ให้เหมาะกับแคมเปญ เพื่อเพิ่มพื้นที่และความน่าสนใจของโฆษณา
3. ปรับ Bid และ Budget ให้พอสำหรับคำสำคัญ
ถ้าเสียโอกาสเพราะงบไม่พอหรือ Ad Rank ต่ำ การปรับงบ, Bid Strategy หรือ Target ROAS / Target CPA อาจช่วยให้เข้าถึงโอกาสคลิกได้มากขึ้น แต่ต้องดูความคุ้มค่าของ Conversion ด้วย
4. ปรับ Landing Page ให้ตอบโจทย์มากขึ้น
ถึง Click Share จะอยู่ในระดับโฆษณา แต่ Landing Page มีผลต่อคุณภาพและประสบการณ์โดยรวม ถ้าหน้าเว็บช้า ไม่น่าเชื่อถือ หรือไม่ตรงกับโฆษณา อาจกระทบทั้ง Quality และ Conversion
5. สำหรับ Shopping / PMax ต้องดู Product Feed
รูปสินค้า ชื่อสินค้า ราคา โปรโมชัน รีวิว และความพร้อมของข้อมูลสินค้า มีผลต่อการตัดสินใจคลิกอย่างมาก ถ้า Impression เยอะ แต่ Click Share ต่ำ อาจต้องเริ่มจาก Feed ก่อน
ใน Search Ads, Click Share ช่วยให้เห็นว่า Keyword, Ad Group หรือ Campaign ยังมีโอกาสเก็บคลิกเพิ่มอีกหรือไม่ โดยเฉพาะคำที่มี Intent สูง เช่น คำซื้อ คำบริการ คำราคา คำใกล้ตัว และคำแบรนด์
ตัวอย่างเช่น ถ้า Keyword “คอร์ส Google Ads” มี Impression Share สูง แต่ Click Share ต่ำ แปลว่าโฆษณาได้แสดงค่อนข้างดี แต่ผู้ค้นหาอาจเลือกคลิกคู่แข่งมากกว่า สาเหตุอาจมาจาก Headline ไม่ชัด, Offer ไม่เด่น, ราคาไม่ชัด, ไม่มี Sitelink หรือคู่แข่งมีข้อความที่ตรง Pain Point กว่า
ในกรณีนี้ควรตรวจ Search Terms, Ad Copy, Assets, Landing Page และข้อเสนอของคู่แข่งในหน้า Search Results ว่าอะไรทำให้ผู้ใช้เลือกคลิกโฆษณาอื่นแทน
ถ้าต้องการเรียนวิเคราะห์ Google Ads Metrics, Search Campaign Structure, Keyword, Search Terms, Quality Score และ Conversion Tracking แบบเป็นระบบ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ คอร์ส Google Ads Beginner to Expert
สำหรับ Shopping Ads และ Performance Max, Click Share มีประโยชน์มากในการดูว่าสินค้าหรือกลุ่มสินค้าของเรายังมีโอกาสเก็บคลิกเพิ่มอีกหรือไม่ โดยเฉพาะสินค้าที่มี Impression เยอะ แต่คลิกยังต่ำกว่าศักยภาพ
ถ้า Product มี Impression ดีแต่ Click Share ต่ำ อาจแปลว่าสินค้าปรากฏในตลาดพอสมควร แต่ยังไม่ดึงดูดคลิก เช่น รูปสินค้าไม่เด่น, ชื่อสินค้าไม่ชัด, ราคาแพงกว่า, ไม่มีโปรโมชัน, คะแนนรีวิวต่ำ หรือคู่แข่งมีข้อเสนอที่ดีกว่า
ใน Performance Max ควรดู Click Share ร่วมกับ Product Performance, Search Terms Insights, Asset Group, Audience Signal, Landing Page และ Conversion Value เพราะ PMax ไม่ได้ทำงานจาก Keyword อย่างเดียว แต่เชื่อมหลายสัญญาณเข้าด้วยกัน
ถ้าอยากใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ Product Feed, Search Terms, PMax Insights และหาโอกาสปรับแคมเปญ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ คอร์ส AI Driven Marketing & Advertising
เพื่อให้อ่าน Click Share ได้เป็นระบบ ลองใช้ Framework CLICK ก่อนตัดสินใจเพิ่มงบ ปรับ Bid หรือเปลี่ยนโฆษณา
วิธีนำไปใช้จริงคืออย่ารีบเพิ่มงบทันทีเมื่อเห็น Click Share ต่ำ ต้องแยกก่อนว่าเสียโอกาสเพราะไม่ได้แสดงผล หรือแสดงแล้วไม่ถูกคลิก ถ้าไม่ได้แสดงผล อาจแก้งบและ Rank แต่ถ้าแสดงแล้วไม่ถูกคลิก ต้องแก้ข้อความ โฆษณา สินค้า หรือ Offer ก่อน
แนวคิด: ถ้า Search Ads ของคอร์สเรียนได้แสดงผลดี แต่คลิกน้อยกว่าที่ควร แปลว่าโฆษณาอาจยังไม่ชนะใจผู้ค้นหาเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
วิธีการนำไปปรับใช้: ตรวจ Keyword ที่มี Intent สูง เช่น “คอร์ส Google Ads”, “เรียน Google Ads”, “สอนยิงแอด Google ตัวต่อตัว” แล้วปรับ Headline ให้ตรงคำค้นมากขึ้น ใส่จุดขาย เช่น เรียนตัวต่อตัว, จับมือทำ, เหมาะกับเจ้าของธุรกิจ, มี Workshop จริง และลิงก์ไปหน้าคอร์สให้ตรงที่สุด
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้าต้องการขาย คอร์ส Google Ads Beginner to Expert ไม่ควรใช้ข้อความโฆษณากว้างเกินไป แต่ควรสื่อสารให้ชัดว่าเรียนอะไร เหมาะกับใคร ได้ผลลัพธ์อะไร และต่างจากคอร์สทั่วไปอย่างไร
แนวคิด: สำหรับ Shopping Ads หรือ Performance Max ที่ใช้ Product Feed ถ้า Impression เยอะแต่ Click Share ต่ำ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่แคมเปญอย่างเดียว แต่อยู่ที่ตัวสินค้าและข้อมูลสินค้าใน Feed
วิธีการนำไปปรับใช้: ตรวจ Product Title, รูปสินค้า, ราคา, Promotion, Shipping, Review และ Landing Page ว่าดึงดูดพอไหมเมื่อเทียบกับคู่แข่งในหน้าผลลัพธ์เดียวกัน
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: แบรนด์คอลลาเจนอาจมีสินค้าแสดงผลบน Shopping ได้ดี แต่ถ้ารูปไม่เด่น ชื่อสินค้าไม่บอกจุดขาย เช่น Collagen Dipeptide, 10,000 mg, ไม่คาว หรือราคาโปรไม่ชัด คนอาจเห็นแล้วเลือกคลิกคู่แข่งแทน
แนวคิด: Keyword ทุกคำไม่ได้มีมูลค่าเท่ากัน Click Share ต่ำในคำกว้างอาจไม่อันตรายเท่า Click Share ต่ำในคำที่มี Intent ซื้อสูง
วิธีการนำไปปรับใช้: แยกกลุ่ม Keyword เป็น Informational, Commercial และ Transactional แล้วให้ความสำคัญกับ Click Share ในคำที่มีโอกาสปิดการขายจริง เช่น คำว่า ราคา, บริการ, รับทำ, คอร์ส, ตัวต่อตัว หรือใกล้ฉัน
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้าขายบริการยิงแอด คำว่า “Google Ads คืออะไร” อาจเป็นคำให้ความรู้ แต่คำว่า “รับทำ Google Ads” หรือ “สอน Google Ads ตัวต่อตัว” มี Intent สูงกว่า หาก Click Share ต่ำในกลุ่มหลัง ควรรีบตรวจ Ad Copy, Landing Page และ Offer ก่อน
แนวคิด: บัญชี Google Ads ที่มี Keyword จำนวนมาก อาจดูเองยากว่า Keyword ไหนควรแก้ก่อน AI สามารถช่วยจัด Priority จาก Click Share, Impression Share, CTR, CPA, Conversion และ ROAS ได้
วิธีการนำไปปรับใช้: Export รายงาน Keyword หรือ Search Terms พร้อม Metric สำคัญ เช่น Impression Share, Click Share, CTR, Cost, Conversion, CPA และ ROAS แล้วให้ AI ช่วยจัดกลุ่มเป็น “ควรเพิ่มงบ”, “ควรแก้ข้อความ”, “ควรปรับ Landing Page” และ “ควรลดความสำคัญ”
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้า Keyword “เรียนยิงแอด Google” มี Conversion ดี แต่ Click Share ต่ำ AI อาจแนะนำให้เพิ่ม Bid ปรับ RSA ให้ตรง Intent เพิ่ม Sitelink ไปหน้าคอร์ส และเพิ่มคำขายที่ชัดกว่าเดิม
ถ้าต้องการเรียนการใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ Google Ads Metrics, Search Terms, Keyword Priority และ Report สามารถดูรายละเอียดได้ที่ คอร์ส AI Driven Marketing & Advertising และถ้าต้องการทำ Workflow รายงานอัตโนมัติ สามารถดูได้ที่ คอร์ส AI Automation for Business
ข้อผิดพลาดที่ 1: ดู Click Share ต่ำแล้วรีบเพิ่มงบทันที
Click Share ต่ำไม่ได้แปลว่างบน้อยเสมอไป อาจแปลว่าโฆษณาไม่น่าคลิก หรือ Offer แพ้คู่แข่ง ผลเสียคือเพิ่มงบแล้วได้คลิกมากขึ้นแต่ Conversion ไม่ดี แนวทางคือดู Impression Share, CTR, Search Terms และ Conversion Quality ร่วมกันก่อน
ข้อผิดพลาดที่ 2: ดู Impression Share สูงแล้วคิดว่าแคมเปญดีแล้ว
Impression Share สูงแปลว่าแสดงผลได้ดี แต่ถ้า Click Share ต่ำ แปลว่าอาจยังดึงคลิกไม่ดีพอ แนวทางคือปรับ Ad Copy, Assets, Product Feed และ Offer ให้ชนะใจผู้ใช้มากขึ้น
ข้อผิดพลาดที่ 3: เทียบ Click Share ข้ามแคมเปญโดยไม่ดู Intent
Click Share ของคำกว้างกับคำซื้อไม่ควรถูกตีความเท่ากัน ผลเสียคืออาจไปเพิ่มงบให้คำที่ไม่ได้ทำเงิน แนวทางคือจัดกลุ่ม Keyword ตาม Intent และดู Conversion Value ร่วมด้วย
ข้อผิดพลาดที่ 4: ไม่ดูคู่แข่งในหน้า Search หรือ Shopping จริง
บางครั้งตัวเลขบอกว่า Click Share ต่ำ แต่คำตอบอยู่ในหน้าผลลัพธ์ เช่น คู่แข่งราคาแรงกว่า มีโปรชัดกว่า หรือข้อความตรงกว่ามาก แนวทางคือเปิดดู SERP และ Shopping Results เพื่อเทียบประสบการณ์จริง
ข้อผิดพลาดที่ 5: เพิ่มคลิกแต่ไม่ดูคุณภาพหลังคลิก
การเพิ่ม Click Share อาจทำให้ได้ Traffic มากขึ้น แต่ถ้า Landing Page ไม่ดีหรือ Keyword ไม่ตรง Intent ก็อาจไม่เกิดยอดขาย แนวทางคือดู Conversion Rate, CPA, ROAS, Lead Quality และยอดขายจริงเสมอ
Click Share คือสัดส่วนโดยประมาณของคลิกที่โฆษณาได้รับ เทียบกับจำนวนคลิกทั้งหมดที่โฆษณามีโอกาสได้รับ ใช้ดูว่ายังมีโอกาสเก็บคลิกเพิ่มอีกมากน้อยแค่ไหนใน Google Ads
Impression Share คือเปอร์เซ็นต์ของจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดงผลจริง เทียบกับจำนวนครั้งทั้งหมดที่โฆษณามีสิทธิ์แสดงผล ใช้ดูว่าแคมเปญได้ส่วนแบ่งการมองเห็นมากพอหรือยัง
แปลว่าโฆษณามีโอกาสแสดงผลค่อนข้างดีแล้ว แต่ยังเก็บคลิกได้ไม่เต็มศักยภาพ อาจต้องปรับข้อความโฆษณา Ad Assets Offer ราคา Product Feed หรือ Landing Page ให้ดึงดูดมากขึ้น
CTR คือคลิกหารด้วย Impression ใช้วัดอัตราคลิกจากการแสดงผลที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วน Click Share คือคลิกที่ได้รับเทียบกับคลิกทั้งหมดที่มีโอกาสได้รับ ใช้วัดโอกาสในการเก็บคลิกจากตลาด
ควรเริ่มจากดู Impression Share, CTR, Search Terms, Ad Copy, Ad Assets, Product Feed, ราคา, Offer และ Conversion Quality ก่อน ไม่ควรรีบเพิ่มงบอย่างเดียว เพราะปัญหาอาจอยู่ที่ความน่าคลิกหรือคุณภาพหลังคลิก
Click Share เป็น Metric ที่ช่วยให้คนยิง Google Ads เห็นลึกกว่าแค่จำนวนคลิกหรือ CTR เพราะมันบอกว่าเราได้ส่วนแบ่งคลิกมากแค่ไหน เมื่อเทียบกับคลิกทั้งหมดที่มีโอกาสได้รับ เหมาะมากสำหรับการหาโอกาสขยายแคมเปญที่ยังเก็บคลิกได้ไม่เต็มศักยภาพ
Impression Share บอกว่าโฆษณาได้แสดงผลมากพอหรือยัง ส่วน Click Share บอกว่าเมื่อมีโอกาสได้คลิก เราเก็บคลิกได้มากพอหรือไม่ ดังนั้นถ้า Impression Share สูงแต่ Click Share ต่ำ แปลว่าโฆษณาอาจโชว์แล้ว แต่ยังไม่น่าคลิกเท่าคู่แข่ง
การเพิ่ม Click Share ต้องดูหลายจุดร่วมกัน ทั้ง Ad Rank, Budget, Bid, Ad Copy, Assets, Product Feed, ราคา, Offer, Landing Page และ Conversion Quality เพราะการเพิ่มคลิกอย่างเดียวไม่พอ ถ้าคลิกที่เพิ่มขึ้นไม่กลายเป็น Lead, Sale หรือ ROAS ที่คุ้มจริง
สุดท้าย คนยิง Google Ads ที่เก่งไม่ใช่แค่ทำให้โฆษณาแสดงผลเยอะ แต่ต้องทำให้โฆษณานั้น “ถูกเลือกให้คลิก” มากขึ้นจากโอกาสที่มี และต้องมั่นใจว่าคลิกที่เพิ่มขึ้นพาธุรกิจไปสู่ Conversion ที่มีคุณภาพจริง
ถ้าคุณต้องการวางระบบ Google Ads ให้เข้าใจ Click Share, Impression Share, Search Terms, Keyword, PMax และการวัดผล Conversion ทีม DigitalD2M ช่วยวางแผนแคมเปญ โฆษณา และระบบวัดผลให้เหมาะกับธุรกิจของคุณได้
DigitalD2M — วางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ โฆษณา และระบบ AI Marketing ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้