
“คู่แข่งเจ้าใหญ่ในตลาดเขาดังมาก ลูกค้าพิมพ์ค้นหาชื่อแบรนด์เขาวันละเป็นพันๆ คน… ถ้าเราแอบเอาชื่อแบรนด์ของเขามาตั้งเป็นคีย์เวิร์ด เพื่อดึงลูกค้าให้มาเข้าเว็บไซต์ของเราแทน มันจะทำได้ไหม? กูเกิลจะแบนเราหรือเปล่า? แล้วคู่แข่งจะฟ้องร้องเราได้ไหม?”
นี่คือคำถามระดับ Top Secret ที่เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดมือใหม่มักจะกระซิบถามกันในวงการ การตลาดออนไลน์ ครับ! ความเย้ายวนใจของการไป “ดักปล้นทราฟฟิก (Traffic)” จากฐานลูกค้าของคู่แข่งที่เขาสร้างแบรนด์มาอย่างยากลำบาก ถือเป็นกลยุทธ์ทางลัดที่หลายคนอยากลองทำ เพราะคนที่ค้นหาชื่อแบรนด์นั้นๆ ย่อมมีความต้องการซื้อสินค้าชนิดนั้นอยู่เต็มอกแล้ว
แต่ในโลกของธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกฎหมายและข้อบังคับของแพลตฟอร์ม การเดินเกมนี้เปรียบเสมือนการเล่นกับไฟครับ! วันนี้ผู้เชี่ยวชาญจาก DigitalD2M จะพาคุณมาเปิดตำราสายเทา ชี้แจงกันแบบตรงไปตรงมาไม่มีกั๊กว่า สรุปแล้วการ ยิงชื่อคู่แข่งใน Google Ads สามารถทำได้จริงหรือไม่? มีข้อควรระวังหรือเส้นตายตรงไหนที่ห้ามล้ำเส้นเด็ดขาด? และที่สำคัญที่สุด… ทำไปแล้วมันคุ้มค่าที่จะเสี่ยงเพื่อ เพิ่มยอดขาย หรือเปล่า? ไปเจาะลึกพร้อมกันเลยครับ!

สารบัญ Masterclass: กลยุทธ์ดักทราฟฟิกคู่แข่ง
ขอตอบสั้นๆ ให้ชื่นใจตรงนี้เลยครับว่า “สามารถทำได้ และ ไม่ผิดกฎกติกาการซื้อคีย์เวิร์ดของกูเกิลครับ!”
โดยหลักการแล้ว แพลตฟอร์ม Google อนุญาตให้คุณใช้ชื่อเครื่องหมายการค้า (Trademark) เป็น “คีย์เวิร์ด” ได้อย่างอิสระ นั่นหมายความว่า ถ้าคุณขายรถยนต์แบรนด์ B คุณสามารถเอาชื่อแบรนด์ A ไปใส่เป็นคีย์เวิร์ดในระบบหลังบ้านของคุณได้เลย เมื่อมีคนพิมพ์ค้นหาแบรนด์ A โฆษณาแบรนด์ B ของคุณก็จะสามารถเด้งขึ้นมาโชว์แข่งได้ทันที!
แต่อย่าเพิ่งดีใจรีบไปตั้งค่าแคมเปญนะครับ! เพราะแม้ว่ากูเกิลจะอนุญาตให้ประมูลคีย์เวิร์ดได้ แต่มันมี “เส้นตายทางกฎหมาย” ซ่อนอยู่ที่ส่วนของการแสดงผลข้อความครับ หากคุณล้ำเส้นนี้เมื่อไหร่ ไม่ใช่แค่บัญชี โฆษณา Google ของคุณจะบิน แต่อาจจะได้รับหมายศาลข้อหาละเมิดเครื่องหมายการค้าจากคู่แข่งมาส่งถึงหน้าบ้านเลยทีเดียว!
หากคุณตัดสินใจแล้วว่าจะใช้กลยุทธ์ “ปล้นลูกค้าหน้าบ้านคู่แข่ง” ทีมงาน DigitalD2M ขอเปิดเผย 3 กฎเหล็กที่คุณต้องทำตามอย่างเคร่งครัด ดังนี้ครับ:
คืออะไร?: คุณซื้อคีย์เวิร์ดชื่อเขาได้ แต่ห้ามพิมพ์ชื่อเขาลงไปใน พาดหัว (Headline) หรือ คำอธิบาย (Description) บนตัวป้ายโฆษณาของคุณโดยเด็ดขาด!
ตัวอย่างที่ทำให้โดนฟ้อง: คุณชื่อแบรนด์ B แต่เขียนพาดหัวโฆษณาว่า “ตัวแทนจำหน่าย แบรนด์ A ของแท้” (หลอกให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นแบรนด์เขา) หรือ “แบรนด์ B ดีกว่า แบรนด์ A 100%” (กล่าวอ้างชื่อเขาตรงๆ)
ตัวอย่างที่ถูกต้องและปลอดภัย: ลูกค้าค้นหาคำว่า แบรนด์ A แต่โฆษณาของคุณขึ้นพาดหัวว่า “ทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า! โปรแกรมบัญชีที่ใช้งานง่ายกว่า ในราคาที่ถูกลง 50% คลิกเลย” (ใช้คำว่า “ทางเลือกใหม่” แทนการเอ่ยชื่อคู่แข่งตรงๆ)
คืออะไร?: DKI คือฟีเจอร์ของกูเกิลที่จะดึงเอา “คีย์เวิร์ดที่ลูกค้าค้นหา” มาแทรกใส่ในพาดหัวโฆษณาให้แบบอัตโนมัติ เพื่อให้โฆษณาดูตรงใจลูกค้ามากที่สุด
ความน่ากลัวคือ: ถ้าคุณใช้ฟีเจอร์นี้ร่วมกับคีย์เวิร์ดชื่อแบรนด์คู่แข่ง เมื่อลูกค้าพิมพ์ชื่อคู่แข่ง ระบบจะดึงเอาชื่อคู่แข่งไปใส่เป็นพาดหัวโฆษณาให้คุณทันที! ผลลัพธ์คือคุณจะละเมิดกฎเครื่องหมายการค้าแบบไม่ได้ตั้งใจ และถูกกูเกิลแบนโฆษณา (Disapproved) ทันทีครับ! ดังนั้น แคมเปญยิงคู่แข่ง ห้ามใช้ DKI เด็ดขาด!
คืออะไร?: ระบบกูเกิลให้ความสำคัญกับ “ความเกี่ยวข้อง (Relevance)” เป็นอันดับหนึ่งครับ
ผลกระทบที่จะเจอ: เมื่อลูกค้าค้นหาชื่อแบรนด์ A แต่โฆษณาของคุณพาไปที่เว็บไซต์แบรนด์ B กูเกิลจะมองว่าหน้าเว็บไซต์ของคุณ “ไม่ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าค้นหาเลย” ผลก็คือ คะแนนคุณภาพ (Quality Score) ของคุณจะต่ำมาก (อาจจะได้แค่ 1/10 หรือ 2/10) ส่งผลให้คุณต้อง “จ่ายค่าคลิก (CPC) แพงกว่าคู่แข่ง 2-3 เท่า” เพื่อที่จะได้ขึ้นไปแสดงผลในอันดับสูงๆ ครับ!
แม้ว่าการสู้รบในสมรภูมินี้จะทำให้คุณต้องจ่ายค่าคลิกที่แพงแสนแพง แต่มันจะคุ้มค่ามหาศาลหากธุรกิจของคุณเข้าข่าย 2 ข้อนี้ครับ!
1. เป็นมวยรองที่ต้องการ “เทียบชั้น” กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ (David vs Goliath)
สมมติคุณเป็นซอฟต์แวร์เปิดใหม่ (SaaS) คุณไม่มีงบไปปั้นแบรนด์ให้คนรู้จัก การเอาตัวเองไปประกบติดกับแบรนด์อันดับ 1 ในตลาด แล้วบอกลูกค้าว่า “คุณกำลังหาซอฟต์แวร์นี้อยู่ใช่ไหม? ลองดูเราสิ ฟีเจอร์ครบกว่า ในราคาที่เอื้อมถึง!” นี่คือทางลัดในการดึงดูดความสนใจ (Awareness) ที่ทรงพลังมากครับ
2. มีข้อเสนอ (Offer) ที่ “ฆ่า” คู่แข่งได้ขาดลอย
ถ้าลูกค้ากำลังจะซื้อแบรนด์คู่แข่ง แต่พอเห็นโฆษณาคุณแล้วพบว่า “คุณให้ของแถมเยอะกว่า, ราคาถูกกว่า 30%, และรับประกันยาวนานกว่า” ลูกค้ามีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนใจกะทันหันครับ! กลยุทธ์นี้จะ เพิ่มยอดขาย ได้อย่างดุเดือดหากข้อเสนอของคุณเจ๋งจริง
สิ่งที่คุณต้องระมัดระวังคือ ไม่ใช่ทุกธุรกิจจะเหมาะกับการแย่งชิงลูกค้าด้วยวิธีนี้ครับ!
คุณไม่ควรทำสิ่งนี้ หากคุณเป็น “ธุรกิจบริการระดับท้องถิ่น (Local Services)” หรือ “คลินิกเฉพาะทาง” เช่น ถ้าลูกค้าพิมพ์ค้นหาคำว่า “คลินิกทำฟัน หมอสมชาย” แปลว่าเขามีความจงรักภักดี (Brand Loyalty) สูงมาก และเจาะจงจะทำฟันกับหมอสมชายคนเดียวเท่านั้น! การที่คุณเอาโฆษณา “คลินิกทำฟัน หมอสมหญิง” ไปโชว์ดักหน้าเขา นอกจากเขาจะไม่คลิกแล้ว (CTR ต่ำ) ต่อให้เขาหลงคลิกเข้ามา เขาก็จะกดออกทันทีที่คุณไม่ใช่หมอสมชาย ทำให้คุณละลายงบ การตลาดออนไลน์ ไปทิ้งฟรีๆ ครับ!
อ่านมาถึงบรรทัดนี้ คุณคงได้คำตอบที่ครบถ้วนแล้วนะครับว่า การ ยิงชื่อคู่แข่งใน Google Ads นั้นสามารถทำได้ แต่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนค่าคลิกที่สูงลิ่ว และต้องอาศัยชั้นเชิงในการเขียนข้อความโฆษณาไม่ให้ผิดกฎ
มันคือดาบสองคมที่คมกริบครับ หากคุณมีงบประมาณที่จำกัดและยังมีคีย์เวิร์ดสายตรงอื่นๆ ให้เล่น ผมแนะนำให้ไปเก็บเกี่ยวลูกค้าจากคีย์เวิร์ดเหล่านั้นก่อน แต่ถ้าคุณพร้อมที่จะล้มยักษ์ และมีโปรโมชันที่เหนือกว่าคู่แข่งแบบเห็นๆ กลยุทธ์นี้ก็คือทางลัดชั้นยอดที่จะไปดักฉกตัวลูกค้าที่หน้าประตูบ้านคู่แข่ง เพื่อนำมา เพิ่มยอดขาย ให้กับแบรนด์ของคุณได้อย่างสะใจที่สุดครับ!
หยุดเสี่ยงเอาบัญชีธุรกิจไปทำผิดกฎจนโดนฟ้องร้อง! ไม่ว่าคุณจะต้องการให้ทีมงาน Specialist ระดับท็อปจาก DigitalD2M เข้าไปช่วย บริการรับทำโฆษณา เพื่อวางกลยุทธ์แย่งทราฟฟิกคู่แข่งอย่างถูกหลักแพลตฟอร์ม, หรือต้องการให้เรา บริการรับทำเว็บไซต์ เพื่อสร้างเซลส์เพจที่เปรียบเทียบจุดเด่น (Competitor Comparison) ปิดการขายขาดลอย, หรือต้องการ ที่ปรึกษาด้านการตลาด เพื่อประเมินความคุ้มค่าก่อนลงสนามจริง คลิกติดต่อเราผ่านลิงก์บริการด้านบนได้เลยครับ ทีมงานของเราพร้อมเป็นกุนซือให้คุณแล้ว!
บทความ Masterclass เจาะลึกกลยุทธ์แข่งขัน โดย DigitalD2M – บริการรับทำการตลาดออนไลน์ และที่ปรึกษาธุรกิจของคุณ