
“Marketplace ไม่ได้เป็นแค่ที่ปิดการขายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่โฆษณาที่มีข้อมูลการซื้อจริงอยู่ในมือ ซึ่งอาจแม่นกว่าการเดาความสนใจจากพฤติกรรมบนโซเชียลเพียงอย่างเดียว”
Retail Media คือหนึ่งในเทรนด์สำคัญของ การตลาดออนไลน์ ยุคใหม่ เพราะแพลตฟอร์มค้าปลีกและ Marketplace เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือ Retailer App ต่าง ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงช่องทางขายสินค้าเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็น “สื่อโฆษณา” ที่แบรนด์สามารถซื้อพื้นที่โปรโมตสินค้า ใช้ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อจริง และวัดผลใกล้กับยอดขายได้มากขึ้น
ในอดีตหลายแบรนด์มอง Marketplace เป็นปลายทางของ Funnel คือยิง Facebook Ads, Google Ads หรือ TikTok Ads เพื่อพาคนไปซื้อสินค้าในร้าน แต่ปัจจุบัน Marketplace เองมีระบบโฆษณา มีตำแหน่งแสดงสินค้า มี Search Ads มี Display Placement มี Sponsored Product และมีข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าที่เกิดขึ้นใกล้จุดซื้อจริงมากกว่าเดิม
สิ่งที่ทำให้ Retail Media น่าสนใจ คือข้อมูลของ Retailer หรือ Marketplace มักเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการซื้อจริง เช่น คนค้นหาอะไร กดดูสินค้าไหน ใส่ตะกร้าอะไร ซื้อหมวดไหน ซื้อซ้ำบ่อยแค่ไหน หรือสนใจโปรโมชันแบบใด ข้อมูลเหล่านี้มีคุณค่ามาก เพราะสะท้อนพฤติกรรมเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่แค่ความสนใจทั่วไป
IAB UK ระบุว่า Retail Media กำลังเปลี่ยน Digital Commerce และช่วยให้ Retailers กับ Brands ใช้ Data, Media และ Measurement เพื่อสร้างการเติบโตได้ชัดขึ้น อ่านเพิ่มเติมได้จาก IAB UK เรื่อง Retail Media
บทความนี้จะพาเจาะลึกว่า Retail Media คืออะไร ทำไม Marketplace Ads จึงสำคัญขึ้น ต่างจาก Facebook Ads และ Google Ads อย่างไร ทำไมข้อมูลการซื้อจริงจึงมีค่ากว่าข้อมูลความสนใจ และแบรนด์ควรวางงบระหว่าง Marketplace Ads กับ Social Ads อย่างไรให้ไม่แย่งกันเอง แต่ทำงานร่วมกันทั้ง Funnel

Retail Media คือการใช้พื้นที่ สินทรัพย์ข้อมูล และระบบโฆษณาของ Retailer หรือ Marketplace เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในช่วงที่มีโอกาสเกิดการซื้อสูง เช่น ตอนค้นหาสินค้า ดูหน้าหมวดหมู่ เปรียบเทียบราคา ใส่ตะกร้า หรือกำลังตัดสินใจซื้อ
ถ้าอธิบายง่าย ๆ Retail Media คือการที่ “ร้านค้าหรือ Marketplace กลายเป็นเจ้าของสื่อ” ไม่ใช่แค่เจ้าของพื้นที่ขาย เช่น Shopee มี Shopee Ads, Lazada มี Sponsored Solutions, TikTok Shop มีระบบโฆษณาที่เชื่อมกับคอนเทนต์และตะกร้า ส่วน Retailer รายใหญ่ในหลายประเทศก็มี Retail Media Network ของตัวเอง
หัวใจของ Retail Media คือการโฆษณาใกล้จุดซื้อ ลูกค้าไม่ได้แค่เลื่อนดูคอนเทนต์เพื่อความบันเทิง แต่กำลังค้นหา เปรียบเทียบ และมีโอกาสซื้อสินค้าอยู่แล้ว ทำให้สื่อประเภทนี้มีบทบาทสำคัญมากขึ้นใน E-commerce Marketing
Retail Media จึงไม่ใช่แค่การซื้อพื้นที่แบนเนอร์บน Marketplace แต่รวมถึง Sponsored Search, Sponsored Product, Display Ads, Video Commerce, On-site Promotion, Off-site Retargeting และการใช้ First-party Retail Data เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีพฤติกรรมใกล้การซื้อจริง
Marketplace เคยถูกมองเป็นเพียงปลายทางของยอดขาย คือแบรนด์ทำคอนเทนต์บน Facebook ทำวิดีโอบน TikTok ยิง Google Ads แล้วพาคนไปซื้อใน Shopee หรือ Lazada แต่ตอนนี้ Marketplace มีบทบาทมากกว่านั้น เพราะตัวแพลตฟอร์มมี Traffic, Search Behavior, Purchase Data และระบบโฆษณาของตัวเอง
ลูกค้าจำนวนมากไม่ได้เริ่มค้นหาสินค้าจาก Google หรือ Social เสมอไป แต่เข้า Marketplace โดยตรงเพื่อค้นหาสินค้า เช่น “คอลลาเจน”, “เครื่องดูดควัน”, “หม้อทอดไร้น้ำมัน”, “ครีมกันแดด”, “รองเท้าวิ่ง” หรือ “อาหารเสริมผิว” การค้นหาเหล่านี้เกิดในบริบทที่ใกล้การซื้อกว่าการเสพคอนเทนต์ทั่วไป
ดังนั้น Marketplace จึงกลายเป็นพื้นที่สื่อที่แบรนด์ควรให้ความสำคัญ เพราะคนที่อยู่ในแพลตฟอร์มมักมี Intent ทางการซื้ออยู่แล้ว หากแบรนด์ไม่ซื้อพื้นที่หรือไม่ทำให้สินค้าถูกค้นเจอ คู่แข่งอาจแย่งตำแหน่งหน้าแรก แย่งคำค้น หรือแย่งช่วงเวลาที่ลูกค้ากำลังพร้อมจ่ายได้ง่าย
ในมุมกลยุทธ์ Retail Media ทำให้แบรนด์ต้องคิดใหม่ว่า Marketplace ไม่ใช่แค่ช่องทางรับออเดอร์ แต่เป็นพื้นที่สร้าง Visibility, Consideration, Conversion และ Repeat Purchase ได้ในระบบเดียวกัน
Facebook Ads และ TikTok Ads มักเด่นเรื่องการสร้าง Demand, สร้างการรับรู้, กระตุ้นความสนใจ และใช้คอนเทนต์เพื่อทำให้คนรู้สึกอยากซื้อ ส่วน Google Ads เด่นเรื่องการจับ Intent จากคำค้น เช่น คนกำลังหาข้อมูลหรือกำลังตัดสินใจซื้อ
แต่ Retail Media อยู่ใกล้จุดซื้อกว่า เพราะลูกค้าอยู่ในพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อซื้อสินค้าโดยตรง เช่น Marketplace, Retailer Website หรือ Shopping App ดังนั้นโฆษณาที่แสดงในจุดนี้มักมีหน้าที่ผลักดันการเลือกแบรนด์ การเข้าหน้าสินค้า การใส่ตะกร้า และการสั่งซื้อ
ความต่างสำคัญคือ Social Ads ใช้ข้อมูลความสนใจและพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์เป็นหลัก Google Ads ใช้ข้อมูล Search Intent เป็นหลัก ส่วน Retail Media ใช้ข้อมูล Commerce Intent และ Purchase Behavior ที่เกิดบนแพลตฟอร์มค้าปลีกหรือ Marketplace
พูดง่าย ๆ คือ Social Ads ช่วยทำให้คน “อยากได้” Google Ads ช่วยดักคนที่ “กำลังค้นหา” ส่วน Retail Media ช่วยดักคนที่ “กำลังเลือกซื้อ” และนี่คือเหตุผลที่แบรนด์ควรวางสื่อทั้ง 3 ประเภทให้ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่มองว่าอย่างใดอย่างหนึ่งต้องแทนกันทั้งหมด
ข้อมูลความสนใจ เช่น คนชอบดูคอนเทนต์ความงาม สนใจสุขภาพ หรือกดไลก์เพจเครื่องครัว มีประโยชน์สำหรับการหา Audience เบื้องต้น แต่ยังไม่ได้แปลว่าคนนั้นกำลังจะซื้อทันที
ในทางกลับกัน ข้อมูลบน Marketplace เช่น ค้นหาสินค้า กดดูราคา เปรียบเทียบหลายแบรนด์ ใส่ตะกร้า ใช้คูปอง หรือซื้อซ้ำ เป็นสัญญาณที่ใกล้กับพฤติกรรมการซื้อจริงมากกว่า แบรนด์จึงสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้วางแผนโฆษณาได้แม่นขึ้น
ตัวอย่างเช่น คนที่ดูวิดีโอรีวิวคอลลาเจนอาจยังอยู่ในช่วงสนใจ แต่คนที่ค้นหา “คอลลาเจนผิวใส 10000 mg” ใน Marketplace อาจอยู่ใกล้การซื้อกว่า เพราะเขาเข้ามาในพื้นที่ที่พร้อมเปรียบเทียบราคา รีวิว โปรโมชัน และกดสั่งได้ทันที
นี่คือเหตุผลที่ Retail Media ได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะมันเชื่อมข้อมูล Media กับ Commerce เข้าด้วยกัน ทำให้แบรนด์ไม่ต้องเดาแค่จากความสนใจ แต่สามารถวางโฆษณาใกล้กับจุดที่ลูกค้ากำลังตัดสินใจซื้อจริง
Marketplace Ads หรือโฆษณาบน Marketplace มักมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม แต่โดยหลักสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่
1. Sponsored Search: โฆษณาที่แสดงเมื่อผู้ใช้ค้นหาคำที่เกี่ยวข้อง เช่น สินค้าของแบรนด์ขึ้นในผลการค้นหาของ Shopee หรือ Lazada เหมาะกับการดัก Demand ที่มีอยู่แล้ว
2. Sponsored Product: การดันสินค้าบางรายการให้มีโอกาสแสดงมากขึ้นในหน้าหมวดหมู่ หน้าสินค้าใกล้เคียง หรือพื้นที่แนะนำสินค้า เหมาะกับสินค้าที่มีรีวิวดี ราคาแข่งได้ และหน้าร้านพร้อมปิดการขาย
3. Display Placement: แบนเนอร์หรือพื้นที่โฆษณาภายใน Marketplace เหมาะกับโปรโมชัน แคมเปญใหญ่ การเปิดตัวสินค้า หรือการสร้างการรับรู้ในช่วง Mega Campaign เช่น 6.6, 9.9, 11.11
4. Off-site Retail Media: การใช้ข้อมูลของ Retailer หรือ Marketplace เพื่อยิงโฆษณานอกแพลตฟอร์ม เช่น Display, Video หรือ Social Retargeting โดยอิงจากพฤติกรรมการซื้อหรือความสนใจสินค้าในระบบค้าปลีก
สำหรับธุรกิจไทย จุดเริ่มต้นที่ทำได้ง่ายที่สุดคือการจัดหน้าร้าน Marketplace ให้พร้อมก่อน เช่น ชื่อสินค้า ภาพสินค้า ราคา รีวิว โปรโมชัน คูปอง คะแนนร้าน และคำอธิบายสินค้า เพราะต่อให้ซื้อโฆษณาได้ Traffic มาก แต่หน้าสินค้าไม่พร้อม ก็อาจเสียเงินโดยไม่เกิดยอดขาย
การวางงบไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ควรลง Shopee Ads หรือ Facebook Ads มากกว่ากัน” แต่ควรถามว่า “ลูกค้าอยู่ช่วงไหนของ Funnel และช่องทางไหนทำหน้าที่อะไร”
Social Ads เหมาะกับการสร้าง Demand, เล่า Pain Point, ทำให้คนอยากลองสินค้า, สร้างความน่าเชื่อถือผ่านคอนเทนต์ และดึงคนใหม่เข้าสู่แบรนด์ เช่น วิดีโอรีวิว, UGC, Founder Content, Before-After หรือ Educational Content
Google Ads เหมาะกับการดัก Search Intent เช่น คนค้นหาชื่อสินค้า หมวดหมู่สินค้า ปัญหาที่ต้องการแก้ หรือคำเปรียบเทียบก่อนซื้อ
Marketplace Ads เหมาะกับการดักคนที่อยู่ใกล้การซื้อ เช่น ค้นหาสินค้าใน Marketplace แล้วกำลังเปรียบเทียบหลายร้าน หลายแบรนด์ หลายราคา และพร้อมตัดสินใจจากรีวิวกับโปรโมชัน
แนวทางเบื้องต้นคือ ถ้าแบรนด์ยังไม่มี Demand และคนยังไม่รู้จักสินค้า ควรมีงบ Social/Content เพื่อสร้างความต้องการก่อน แต่ถ้าแบรนด์มีคนค้นหาและยอดเข้าร้านอยู่แล้ว ควรมีงบ Marketplace Ads เพื่อแย่งตำแหน่งในช่วงที่ลูกค้าพร้อมซื้อ
การวัดผล Retail Media ไม่ควรดูแค่ยอดขายรวม เพราะยอดขายบน Marketplace อาจมาจากหลายปัจจัย เช่น ราคา โปรโมชัน รีวิว คะแนนร้าน Organic Ranking หรือ Traffic จาก Social Ads ที่พามาปิดบน Marketplace
Metric ที่ควรดู ได้แก่ Impression, Click, CTR, CPC, Add to Cart, Conversion Rate, Cost per Order, ROAS, Revenue, AOV, จำนวนออเดอร์ใหม่, Repeat Purchase, Share of Search, Organic Ranking และยอดขายแยกตาม SKU
สำหรับแบรนด์ที่จริงจัง ควรดูเพิ่มว่า Marketplace Ads ช่วยเพิ่มยอดขายใหม่จริงหรือแค่กินยอด Organic เดิม เช่น ถ้าเปิด Ads แล้วยอดรวมเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ อันดับสินค้า Organic ดีขึ้นไหม คำค้นสำคัญมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นไหม และลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นหรือเปล่า
IAB Europe มีการอัปเดต Commerce Media Measurement Standards V2 เพื่อรองรับการวัดผลของ Commerce Media ที่ขยายขอบเขตมากขึ้น โดยครอบคลุมเรื่อง Media Metrics, Attribution, Insights, Incrementality และ Measurement Tools อ่านเพิ่มเติมได้จาก IAB Europe เรื่อง Commerce Media Measurement Standards V2
เพื่อให้การทำ Retail Media ไม่ใช่แค่เปิดโฆษณา Marketplace แล้วรอดูยอด แนะนำให้ใช้ Framework RETAIL ในการวางแผน
Framework นี้ช่วยให้แบรนด์วาง Retail Media เป็นระบบ ไม่ใช่แค่ใส่งบเพื่อดันสินค้า แต่รู้ว่าสินค้าไหนควรดัน คำค้นไหนคุ้ม และช่องทางไหนช่วยกันสร้างยอดขายจริง
แนวคิด: Marketplace Ads เหมาะกับการดักลูกค้าที่มี Commerce Intent สูง เพราะคนที่ค้นหาใน Marketplace มักอยู่ใกล้การเปรียบเทียบและตัดสินใจซื้อแล้ว
วิธีการนำไปปรับใช้: เลือกสินค้าที่มีรีวิวดี ราคาแข่งได้ และหน้าสินค้าพร้อมปิดการขาย จากนั้นเริ่มยิงคำค้นที่ตรงกับสินค้าและปัญหาของลูกค้า เช่น หมวดสินค้า ชื่อรุ่น จุดขายหลัก หรือคำที่ลูกค้าใช้ค้นจริง หากต้องการวางระบบโฆษณา Marketplace, Google Ads และ Social Ads ให้เชื่อมกัน สามารถดูบริการของ DigitalD2M เป็นแนวทางต่อยอดได้
แนวคิด: Marketplace Ads เก่งเรื่องดักคนใกล้ซื้อ แต่ถ้าแบรนด์ยังไม่มี Demand การพึ่ง Marketplace อย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องใช้ Social Ads สร้างความต้องการก่อน
วิธีการนำไปปรับใช้: ทำคอนเทนต์รีวิว UGC, Problem-Solution, Comparison และ Educational Content บน Facebook, Instagram, TikTok หรือ YouTube แล้วใช้ Marketplace เป็นจุดปิดการขาย พร้อมวัดผลว่าหลังทำคอนเทนต์แล้ว Search Volume, Store Visit, Add to Cart และยอดขายใน Marketplace เพิ่มขึ้นหรือไม่
แนวคิด: Retail Media ที่ดีต้องวัด Incrementality ไม่ใช่ดูแค่ว่า Ads มี ROAS ดี เพราะบางแคมเปญอาจดึงยอดที่ลูกค้าจะซื้ออยู่แล้วมาอยู่ใน Paid Ads
วิธีการนำไปปรับใช้: เปรียบเทียบช่วงเปิดและปิดแอด ดูยอดรวมทั้งร้าน ไม่ใช่เฉพาะยอดจากแอด ดู Organic Sales, Paid Sales, Search Ranking, New Customer และยอดขายต่อ SKU หากยอด Paid เพิ่มแต่ยอดรวมไม่เพิ่ม อาจต้องปรับ Keyword, Budget หรือเลือกยิงเฉพาะสินค้าที่ช่วยขยายยอดจริง
ข้อผิดพลาดที่ 1: ยิง Marketplace Ads ทั้งที่หน้าสินค้ายังไม่พร้อม
ถ้ารูปไม่ดี รีวิวต่ำ ราคาไม่ชัด คูปองไม่มี หรือรายละเอียดสินค้าไม่ครบ ต่อให้ซื้อ Traffic ได้มาก ลูกค้าก็อาจไม่ซื้อ
ข้อผิดพลาดที่ 2: ดู ROAS จาก Marketplace อย่างเดียว
ROAS ในระบบอาจดูดี แต่ต้องดูยอดรวมทั้งร้านด้วยว่าเพิ่มจริงไหม หรือแค่ย้ายยอด Organic มาเป็น Paid
ข้อผิดพลาดที่ 3: เอางบทั้งหมดไปไว้ปลาย Funnel
ถ้าทุ่มงบให้ Marketplace Ads อย่างเดียว แต่ไม่สร้าง Demand จาก Social, Content หรือ Search ลูกค้าใหม่อาจไม่เพิ่มและยอดอาจโตจำกัด
ข้อผิดพลาดที่ 4: ไม่แยกสินค้าที่ควรยิงกับสินค้าที่ไม่ควรยิง
บาง SKU มีรีวิวดี Margin ดี และปิดง่าย เหมาะกับการยิงแอด แต่บาง SKU อาจราคาสู้ไม่ได้หรือยังไม่มีรีวิวพอ ควรปรับหน้าสินค้าก่อน
ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่วัดผลข้ามช่องทาง
ลูกค้าอาจเห็นคอนเทนต์บน TikTok เห็นแอดบน Facebook ค้นหา Google แล้วไปซื้อใน Shopee หากไม่ดูภาพรวม อาจให้เครดิต Marketplace หรือ Social ผิดช่องทางได้
Retail Media คือการใช้พื้นที่โฆษณา ข้อมูลลูกค้า และระบบวัดผลของ Retailer หรือ Marketplace เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าในช่วงที่มีโอกาสซื้อสูง เช่น ตอนค้นหา เปรียบเทียบ หรือกดดูสินค้าใน Marketplace
Marketplace Ads เป็นส่วนหนึ่งของ Retail Media โดย Retail Media มีความหมายกว้างกว่า เพราะรวมทั้ง On-site Ads, Off-site Ads, Retailer Data, Measurement และการใช้ข้อมูลค้าปลีกเพื่อวางแผนสื่อโฆษณา
เหมาะกับธุรกิจ E-commerce, FMCG, Beauty, Health, Home Appliance, Fashion, Electronics, Food Supplement และสินค้าที่ลูกค้ามักค้นหา เปรียบเทียบ และซื้อผ่าน Marketplace หรือ Retailer Platform
ไม่ควรมองว่าแทนกันทั้งหมด Social Ads ช่วยสร้าง Demand และทำให้คนรู้จักสินค้า ส่วน Retail Media ช่วยดักคนใกล้ซื้อใน Marketplace ทางที่ดีควรวางงบให้ทั้งสองช่องทางทำงานร่วมกันตาม Funnel
ควรวัดจาก Impression, Click, CTR, Add to Cart, Conversion Rate, Cost per Order, ROAS, Revenue, AOV, Organic Sales, Paid Sales, New Customer และ Incremental Sales ไม่ควรดู ROAS ในระบบอย่างเดียว
Retail Media คือสัญญาณสำคัญว่าการตลาดออนไลน์กำลังเปลี่ยนจากการซื้อสื่อเพื่อพาคนไปซื้อสินค้า ไปสู่การซื้อสื่อในพื้นที่ที่คนกำลังเลือกซื้ออยู่แล้ว Marketplace จึงไม่ได้เป็นแค่ช่องทางขาย แต่เป็นสื่อโฆษณาที่มีข้อมูลการซื้อจริงและวัดผลใกล้ยอดขายมากขึ้น
แบรนด์ที่เข้าใจ Retail Media จะไม่มอง Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop เป็นเพียงปลายทางของออเดอร์ แต่จะใช้ Marketplace เป็นพื้นที่ดัก Demand, เพิ่ม Visibility, แข่งขันในคำค้นสำคัญ, โปรโมตสินค้า และวัดผลเชิงยอดขายได้ละเอียดขึ้น
สุดท้าย Retail Media ไม่ได้มาแทน Social Ads หรือ Google Ads ทั้งหมด แต่เป็นอีกชั้นสำคัญของ Funnel แบรนด์ควรใช้ Social Ads เพื่อสร้างความต้องการ ใช้ Google Ads เพื่อจับ Intent และใช้ Marketplace Ads เพื่อปิดการขายใกล้จุดซื้อ หากวางทั้ง 3 ส่วนให้ทำงานร่วมกัน ธุรกิจจะมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่าการพึ่งช่องทางใดช่องทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว
DigitalD2M ช่วยวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์, Marketplace Ads, Shopee Ads, Lazada Ads, TikTok Shop, Google Ads และ Social Ads เพื่อให้แบรนด์สร้าง Demand และปิดการขายได้ครบทั้ง Funnel
DigitalD2M — วางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ โฆษณา และระบบ AI Marketing ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้